Being Jane Eyre

วันนี้ออกไปดู Jane Eyre มา ฉันไม่ได้หวังอะไรมากสำหรับนิยายพล็อตสุดคลาสสิคของหนังรักโรแมนติคสไตล์โกธีค แค่อยากดูฉาก เครื่องแต่งกาย อารมณ์ และแนวพล็อตเรื่องของหนังย้อนยุคที่โปรดปราน แต่เจนแอร์ฉบับนี้ถูกใจฉันเกินที่หวังไว้เยอะเลย น่าจะเป็นเพราะการตัดต่อที่ได้จังหวะกำลังพอดี ไม่ฉับเกินและไม่ยื้ดเยื้อเกิน บทพูดที่น่าสนใจ และที่ชอบที่สุดก็คือนางเอก

Mia Wasikowska นางเอกคนนี้ผ่านหนังฟอร์มใหญ่อย่าง Alice in Wonderland มาหมาด ๆ แต่เธอมีความสามารถพิเศษหรืออย่างไรไม่ทราบที่ทำให้เราไม่ยึดติดกับภาพของเธอในเรื่องที่แล้ว เพราะฉันจำเธอไม่ได้จริง ๆ ในเรื่องนี้ เพิ่งมารู้ตอนเขียนบล็อคนี่เองว่าเป็นคนเดียวกับน้อง Alice จะว่าไป แคแรคเตอร์ของเจนกับอลิซนี่ซีดเซียวสูสีกันเลยทีเดียว

หนังเริ่มจากแสดงให้เราเห็นภาพของเจนที่กระเซอะกระซังหนีออกจากบ้านหลังใหญ่โดยที่ผู้ชมไม่ทราบสาเหตุ (ถ้ายังไม่เคยอ่านนิยายมาก่อน) แล้วดำเนินเรื่องในปัจจุบันแป๊บนึงให้เราเห็นสภาพความโทรมของนางเอก ก่อนจะค่อย ๆ ย้อนอดีตตั้งแต่วัยเด็กที่เจนถูกรังแกโดยป้าและครอบครัว ถูกส่งไปอยู่โรงเรียนเด็กกำพร้า มีเพื่อนรักก็กลับตายด้วยโรคร้าย ความทารุณในโรงเรียน จนมาถึงวันที่เจนได้ออกไปเผชิญโลกกว้าง

ฉันเคยอ่านเจนแอร์ตั้งแต่เรียนมัธยม ตอนแรกอ่านเป็นหนังสือภาษาอังกฤษสำหรับฝึกภาษา ซึ่งปรับให้ง่ายขึ้นและมีภาพประกอบ ในสมัยนั้น ฉันจึงรู้สึกว่านิยายเรื่องนี้แปลกดีแฮะ พระเอกก็ไม่หล่อ นางเอกก็ท่าทางซีดเซียว ไม่สวยงาม เนื้อเรื่องก็เหมือนจะโรแมนติค แต่แล้วก็หักมุมให้มันขาด ๆ เกิน ๆ พิกล แบบว่าจะให้มีความสุขแฮปปี้เอนดิ้งก็ไม่เต็มที่ แถมภาพประกอบก็ช่างโหดร้าย วาดตาพระเอกมิสเตอร์โรเชสเตอร์ซะหนวดเครารุงรังยังกะลิง ฉันอ่านแล้วสงสารนางเอกยิ่งนัก

แต่พอมาดูหนังเวอร์ชั่นนี้ ฉันกลับรู้สึกว่าได้เข้าใจแคแรคเตอร์ของตัวละครมากขึ้นทั้งจากการปูพื้นของเรื่องและการแสดงของนักแสดง ภูมิหลังของนางเอกทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเจนถึงกลายเป็นคนยิ้มยากหน้าป่วยตลอดเวลา ไม่กล้าคาดหวังสิ่งใด ไม่อยากแสดงความยินดียินร้ายออกนอกหน้า นอกจากนี้ การแต่งหน้าทำผมให้นางเอกก็มีส่วนสำคัญ เราจะเห็นว่าบางมุมกล้องนางเอกไม่สวยเลย หน้าจืด ๆ บางทีก็เหมือนหน้าใหญ่ ๆ โปน ๆ แต่บางเวลาที่เข้าใจว่าเขาจับทรงผมให้ช่วยเสริมโครงหน้าและแต่งหน้าให้มีสีสัน เราก็จะเห็นว่านางเอกก็สวยได้เหมือนกัน และไม่แปลกใจว่าทำไมตาพระเอกขี้เก๊กขนรุงรังถึงมาหลงรักได้

ที่ฉันชอบมากก็คือการแสดงของ Mia Wasikowska เธอจำเป็นต้องทำหน้าหมาป่วยตลอดเวลา ขณะเดียวกันเวลาโดนพระเอกยั่วให้ฉุน เธอก็ออกแววตาให้เห็นอารมณ์ภายในได้ โดยที่ยังต้องคงสีหน้าไว้อย่างเดิม ฉันชอบเวลาที่พระเอกมาแกล้งจีบแล้วเธอก็ต้องทำสีหน้าเฉย ๆ ตอบว่า “ค่ะท่าน” แต่พอเดินลับไปก็แอบไปยืนเขินอยู่คนเดียว อันนี้ฉันว่าน่ารักดี สมกับเป็นนางเอกสมัยโบราณ

ส่วนพระเอกก็เลือกนักแสดงได้ดีนะ ออกมาฉากแรกรู้สึกว่า อืมมมม ได้อารมณ์พระเอกลิงที่ฉันวาดไว้จากภาพประกอบของหนังสือ แต่พอดูไปดูมานานเข้าจะยิ่งหน้าตาดีขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มทำให้มาดแมนสมกับเป็นพระเอก เวลาโต้ตอบกับนางเอกก็มาโช่สุด ๆ

ถ้าอ่านถ้าดูกันสนุก ๆ แล้ว เจนแอร์ก็เป็นนิยายน้ำเน่าอีกเรื่องที่มีพล็อตมาตรฐานและเรา ๆ ท่าน ๆ ก็รู้ตอนจบอยู่แล้ว แต่จะด้วยบทพูด การแสดง การตัดต่อ หรืออะไรของหนังเรื่องนี้ ทำให้ฉันได้รับความประทับใจจาก “ความเข้มแข็ง” ของเจนแอร์มาก ๆ เราจะเห็นได้ว่าเจนเกิดมาเข้มแข็งอยู่แล้วโดยธรรมชาติ และความลำบากที่ประสบในวัยเด็กก็ยิ่งทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นอีก ซึ่งเราได้เห็นคุณสมบัตินี้ของเจนตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอารมณ์ ความสงบนิ่ง และการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวที่จะไม่ยอมอยู่กับพระเอกอย่างผิดศีลธรรม จนต้องหนีออกจากบ้าน ดูแล้วฉันนับถือและก็หวังว่าตัวเองจะ Be Jane Eyre ให้ได้เหมือนกัน

และแล้วตอนจบที่แสนจะน้ำเน่าและเราก็รู้กันอยู่แล้ว…ก็มาถึง แต่เพื่อกันความเลี่ยน (หรือเปล่า) เขาก็เลยจบแบบห้วน ๆ แค่ว่า “Is this a dream?”  “Then wake up.” (เข้าใจว่าประมาณนี้ เพราะดูเป็นภาษารัสเซียน่ะ) ทำเอาป้ารัสเซียที่นั่งข้าง ๆ แอบบ่น แหมมมม ฉันว่าดีออก เกิดต่อยาวว่าเขาก็แต่งงานอยู่กินมีลูกอย่างมีความสุข บลา บลา บลา  มันก็เวิ่นเว้อสิคะป้า

ดีใจที่ยอมละทิ้งความขี้เกียจถ่อเข้าโรงไปดู คุ้มค่าคุ้มเวลาดีแท้

 

ร้านหนังสือที่รัก 01 ตอน ท่องถนนคนขายเนื้อ

Thanks God It’s Friday! ฉลองเย็นวันศุกร์เปลี่ยว ๆ ที่ไม่เหี่ยวเฉาด้วยการให้รางวัลตัวเอง เริ่มจากเปิดแผนที่กูเกิ้ลดู ย้ายบ้านมาได้เกือบเดือนแล้วก็ยังไม่ได้สำรวจรอบบ้านเท่าไร อย่ากระนั้นเลย เราไปเดินย่ำเท้ารอบย่านหมู่เฮาเทอญ

บ้านของฉันตั้งอยู่บนถนน Myasnitskaya ห่างจากจตุรัสแดงใจกลางกรุงมอสโกไม่ถึงสองกิโลเมตร ฟังดูดีไหมคะ แต่ก็ทำให้ฉันอยู่ห่างไปจากบ้านของเพื่อนร่วมงานในสถานทูตออกไปพอสมควร เดินไปกลับจากที่่ทำงานก็นานกว่าบ้าง ซึ่งฉันก็โอเคอยู่ เพราะบ้านไม่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดินนัก ถ้าขี้เกียจเดินก็มุดลงใต้ดินเอา สิ่่งที่ฉันชอบก็เพราะเป็นย่านที่อุดมไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นโรงหนัง โรงละคร สวนสาธารณะ สระน้ำ ร้านหนังสือ โรงเรียนสอนยูโด ร้านอาหาร เธค ผับ ฯลฯ (ถึงแม้สองอย่างหลังฉันจะไม่ค่อยได้ใช้บริการก็ตาม ;P)

ถนน Myasnitskaya แปลเป็นไทยได้ว่า “ถนนคนขายเนื้อ” เพราะในสมัยก่อนถนนนี้เคยเป็นย่านตลาดขายเนื้อสดมาก่อน แต่ในสมัยพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช ถนนสายนี้กลายเป็นเส้นทางที่พระองค์ทรงใช้เสด็จฯ จากพระราชวังเครมลินไปยังย่านคนเยอรมัน ตลาดเนื้อสดเลยถูกย้ายไปที่ย่านอื่นเพื่อให้ทัศนียภาพสวยงามขึ้น แต่ก็ยังรักษาชื่อถนนไว้ดังเดิม แม้ว่าภายหลังจะกลายเป็นย่านที่พักอาศัยของชนชั้นสูงก็ตาม

วันนี้เรามีเวลาน้อยเพราะกว่าจะออกจากที่ทำงานก็เย็นแล้ว เลยตั้งธีมแบบถ่อมเนื้อถ่อมตัว แค่เดินจากบ้านไปให้สุดถนน Myasnitskaya  ที่จตุรัส Lyubyanka แล้วเลี้ยวไปหน่อย จึงเดินกลับบ้านทางถนน Bolshaya Lyubyanka ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เส้นทางจะเป็นรูปสามเหลี่ยมแบบนี้

เส้นทางเดินสำรวจแถวบ้านวันนี้ Myasnitskaya St. – Bolshaya Lyubyanka St.

เดินไปได้ไม่กี่นาทีก็เจอะร้านหนังสือ Respublika (Republic) เลยแวะซะหน่อย ดูจากภายนอกก็สวยงามส่องสว่างไฮโซพอสมควร แต่พอเข้าไปข้างในกลับรู้สึกถึงความร้อน… ไม่ติดแอร์ฮ่ะ คนขายอัธยาศัยดียิ่งนัก รีบทักทาย “หาอะไรครับ ให้ช่วยอะไรไหม” เอ่อ สูข้าก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าอยากได้อะไร จริง ๆ แล้วคือไม่ต้องการอะไรเลย และไม่ควรจะซื้ออะไรด้วย เพราะหนังสือที่หนีบมาจากเมืองไทยก็ยังอ่านไม่จบสักเล่ม เลยส่งยิ้มหวานบอกไปว่า “ยังก่อนค่ะ” แล้วก็ก้มหน้าก้มตาดูของไป สินค้าเครื่องเขียน ครีเอทีฟ น่ารักมาก นำเข้ามาจากยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี ตรึม! แต่ราคาโก่งกันสุดฤทธิ์อ่ะ สมุดลายน้องแมว Jeton ที่เราหลงรักจากเกาหลี ห้าร้อยกว่าเบิ้ล (ประมาณ 700 บาท) กลับเมืองไทยไปขนจากสำเพ็งมานั่งขายหน้าร้านมันท่าจะรวยแฮะเรา

Respublika: Books, Music, Perspective

ขึ้นไปดูมุมหนังสือภาษาอังกฤษที่ชั้นสอง มีน้อยกว่าที่คิด ราคาก็ไม่ค่อยถูก เลยไม่ซื้ออะไรดีกว่า (แอบโล่งอก) แต่พอลงมาข้างล่างที่มุมหนังสือภาษารัสเซียก็เกิดไปเห็น By the River Piedra I Sat Down and Wept ของ Paulo Coelho ซึ่งเป็นหนังสือที่หลงรักชื่อเรื่องมานานแล้ว (โดยไม่เคยรู้เลยว่าเขาเขียนเกี่ยวกับอะไร) เลยหยิบมาสักหนึ่งเล่มจะเป็นไรไป เผื่อเกิดแรงบันดาลใจไปนั่งร้องไห้แถวแม่น้ำมอสควาเลียนแบบเขามั่ง

หน้าร้าน-ในร้าน Respublika

หลังจากออกมานอกร้านพร้อมกับหนังสือ 1 เล่มและวารสาร (ฟรี) 1 ฉบับ เราก็ย่ำเท้าตามถนนคนขายเนื้อต่อไป ส่วนมากเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านนั่งดื่มชิลล์ ๆ ผับ บาร์ แซมด้วยการก่อสร้างบูรณะตึก บางช่วงเหลือถนนแค่เลนเดียว เห็นรถติดแล้วอนาถแกมสะใจเล็กน้อย (เพราะเราไม่ขับรถ ฮ่าๆ)

และแล้ว… เราก็เจอร้านหนังสือร้านที่สองบนถนนสายนี้ ชื่อว่าร้าน BookVyshka เป็นของมหาวิทยาลัย Higher School of Economics ซึ่งเคยอ่านถึงว่าเรตติ้งดี น่ามาเรียน (เท่าที่รู้ยังไม่มีนักศึกษาไทยคนไหนมาเรียนที่นี่ อยากให้มีเหมือนกัน) ดูจากภายนอกก็เก่า ๆ แคบ ๆ ไม่น่าสนใจอะไร แต่พอเข้าไปกลับผิดคาด หนังสืออัดแน่นทั้งหนังสือเรียน เรื่องแต่ง และหนังสือภาษาอังกฤษ แถมติดแอร์อีกตะหาก ที่สำคัญราคาถูกกว่าร้านตะกี้ด้วย อดใจไม่ไหวต้องหยิบ Roses ของ Leila Meacham ไม่เคยรู้จักทั้งคนเขียนและหนังสือมาก่อนหรอก แต่เห็นมันจั่วไว้ว่าเป็น The New York Times Bestseller ประกอบกับกำลังขาดนิยายรักในชั้นหนังสือ เลยหยิบมาเผื่อเกิดอารมณ์โหยหาความหวานในชีวิต

หน้าร้านหนังสือ “BookVyshka”

ที่ถูกใจคนซื้ออย่างเราที่สุดก็ตอนเดินไปจ่ายตังค์ ป้าคนขายแกถามว่า “เป็นนักศึกษาหรือเปล่า?” ประมาณว่าจะได้ส่วนลด แหม่ ๆ ก่อนมาก็ลืมไปทำบัตร ISIC ปลอมแถวข้าวสาร เสียดายจริง ๆ แต่พอจะแกล้งอำป้าว่าเป็นนักศึกษา ปรากฏว่าเขาลดให้เฉพาะนักศึกษาที่เรียนมหาลัยเขาเองน่ะ…  – -”  ยังไงก็อดอ่ะนะ แต่ช่างเหอะ แค่ป้ามองหนูเป็นนักศึกษาก็ทำให้หนูมีความสุขพอแล้วล่ะ แถมก่อนออกก็ขอป้าชักรูปสองที ป้าก็พยักหน้าหงึกหงัก ๆ เลยได้บรรยากาศในร้านมาอวดด้วย

บรรยากาศภายในร้าน BookVyshka

เดินต่อไปอีกไม่กี่นาทีก็เจอเข้ากับตีกเลขที่ 6/3 ถนน Myasnitskaya ที่ตั้งของร้านหนังสือที่ใหญ่เป็นอันดับต้นของรัสเซียและในยุโรป Biblio-Globus (อ่านแบบรัสเซียได้ว่า บิบ-ลิ-โอ-โกล-บุส) ร้านนี้เขามีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ปี 1957 และยังคงรักษาคอนเซปต์ความเก่าแก่ไว้อย่างเหนียวแน่น กล่าวคือ ร้านดูเชยมากค่ะ แต่ก็เชยแบบน่ารักนะเออ ทั้งป้าย สัญลักษณ์ ชั้นหนังสือ การวางเรียง มันดูคลาสสิคไม่ซ้ำใครดี เอาคอมพิวเตอร์มาตั้งเพื่อช่วยลูกค้าหาหนังสือให้เจอยังดูขลัง ๆ ได้เลย

หน้าร้าน Biblio-Globus ในช่วงเริ่มสนธยา

ร้านนี้มี 3 ชั้น แต่เราเดินประจำอยู่แค่สองชั้นแรกเท่านั้น ถ้าใครมาครั้งแรกจะงง แต่สักพักจะปรับโหมดได้เอง เขาแบ่งหนังสือออกตามหมวด เช่น ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ประวัติศาสตร์ สังคม ฯลฯ ใส่รวมกันในห้องที่มีเลขกำกับ เช่น ห้อง 8 หนังสือตามวิชาชีพ ก็จะมีสาขาคอมพิวเตอร์ บัญชี โฆษณา อาหาร คมนาคม ฯลฯ เรียกว่าห้อง แต่จริง ๆ ไม่ได้มีผนังอะไรกั้นหรอก เป็นเพียงอาณาบริเวณที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือพร้อมป้ายกำกับเท่านั้นเอง ดังนั้น ถ้ามีอะไรในใจแนะนำให้ไปถามพนักงานเลย แต่ถ้าไม่มีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษก็เดินดูไปเรื่อย ๆ เพลินดี หนังสือเขาเยอะสมกับที่คุยไว้ว่ามีเยอะกว่า 250,000 หน้าปก (ไม่ได้นับเป็นเล่ม แต่นับตามเรื่อง) ขณะที่พื้นที่จำกัด เขาเลยต้องอัดหนังสือไว้ตั้งแต่พื้นยันเพดาน พร้อมมีอุปกรณ์โคตรไฮเท็คให้เราได้ใช้บริการ ได้แก่ … “บันได”  ลากเอง ปีนเอง หยิบเอง  สนุกดีแฮะ

บรรยากาศภายในร้าน Biblio-Globus

และแล้วเท้าก็พามาเจอจุดเสียตังค์แห่งสุดท้าย แอ่นแอนแอ๊น หมวดหนังสือภาษาอังกฤษนั่นเอง จริง ๆ ก็อยากได้หลายเล่มอยู่ แต่รู้ตัวว่าความเร็วในการอ่านตอนนี้ระดับกะดึ้บติดลบสาม เลยเอามาพอหอมปากหอมคอสักสองเล่มก่อน ได้แก่ Sputnik Sweetheart โดย Haruki Murakami ซึ่งอยากอ่านมานานแล้ว ชอบหน้าปกเวอร์ชั่นสำนักพิมพ์ Vintage มาก ดีใจที่ได้มีไว้ในครอบครองกับเขาสักหนึ่งเล่ม และยังเป็นหนังสือของมูราคามิที่เป็นภาษาอังกฤษเล่มแรกของเราอีกด้วย (เคยมีภาษารัสเซียเล่มนึง และภาษาไทยอีกหลายเล่ม)  จำได้ว่ามีคนบอกให้อ่านหนังสือมูราคามิเป็นภาษาอังกฤษดีกว่า (แน่นอนว่ารองจากภาษาญี่ปุ่น แต่คงมีไม่กี่คนที่จะอ่านไหว) เพราะพอแปลแล้วสำนวนมันก็ต่างกันไปตามสไตล์คนแปล

ส่วนเล่มที่สองและรายการสุดท้ายของวันนี้ คือ The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society โดย Mary Ann Shaffer และ Annie Barrows ซึ่งก็ซื้อแบบมักง่ายอีกละ เห็นมันเป็นหนังสือขายดี คนแนะนำ เล่มเล็กดี เลยจะเอาไว้พกอ่านระหว่างเดินทาง เท่านั้นเอง

เดินออกมาฟ้าเริ่มหม่น แขนเริ่มล้าตามน้ำหนักของหนังสือที่เพิ่มขึ้น นี่เพิ่งเดินได้ครึ่งทางที่กะไว้เองนะ เดินหักมุมไปตามจตุรัส Lyubyanka ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ KGB หน่วยข่าวกรองชื่อดังของรัสเซีย ตอนเรียนอยู่ที่นี่เคยมาเดินถ่ายรูปเล่นแถวนี้แล้วโดนตำรวจเรียกให้ลบรูปทิ้งด้วยแหละ ด้วยความหวาดระแวงเลยไม่กล้ายกกล้องขึ้นชักรูปอะไรเลย ใช้สายตาเราเองบันทึกภาพไว้ในหัวดีกว่าเนอะ

ร้านหนังสือศาสนา ในย่านคนเที่ยวกลางคืน ว้าว

เดินตามถนน Bolshaya Lyubyanka แล้วก็เห็นร้านหนังสือคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์รัสเซียที่ตั้งอยู่ข้างโบสถ์ ส่วนข้างโบสถ์อีกทีน่ะเหรอ… ก็ผับไง คอนทราสต์กันดีจริง ๆ ว่าแล้วก็เก็บรูปมาเป็นที่ระลึกหนึ่งรูป

สรุปความเสียหายวันนี้:

แค่ร้านละเล่มสองเล่ม มันก็กลายเป็นหลายเล่มได้แฮะ – -“

วันฝนพรำที่ Tsaritsyno

9 ก.ค. 54

เธอเอ๋ย…

เพิ่งจะมีเวลาเขียนอะไรหาเธอก็วันนี้แหละ ตั้งแต่มาถึงก็มัวยุ่งกับการจัดการเรื่องสัพเพเหระ หาที่พัก หาโต๊ะทำงาน แลกเงิน ซื้อซิมมือถือ ฯลฯ แถมฉันก็ดันทำเป็นขยันจัด จองตั๋วบินมาถึงวันอาทิตย์ วันจันทร์ถึงศุกร์ก็ไปที่ทำงานทุกวัน ไม่ได้ทำงานตลอดเวลาหรอกนะ แว่บไปทำธุระโน่นนี่บ้าง อ่านแฟ้มงานเก่าบ้าง คุยกับคนที่ทำงานของฉันมาก่อนบ้าง แต่ละวันผ่านไปรวดเร็วแบบไม่ต้องเหงาเลย

แต่เออ ฉันก็ยังคิดถึงพวกเธออยู่ดีนะ เป็นอารมณ์จะเม้าหรือนินทาด้วยซะหน่อย อ้าว หันไปไม่เจอใครเลยแฮะ เลยต้องเก็บเอาไว้เล่าให้เธอฟังตรงนี้นี่ไง

วันนี้วันเสาร์ ฉันเลยออกไปซิ่งให้ตรงกับปณิธานที่ตั้งไว้แต่แรกเริ่ม เธอคงรู้แล้วว่าฉันเคยเรียนที่มอสโกมาตั้ง 7 ปี กลับมาครั้งนี้ฉันเลยไม่ตื่นเต้นเท่าไร แต่เธอเอ๋ย ชีวิตการทำงานมันต่างจากชีวิตนักเรียนจริง ๆ นะ แค่สัปดาห์แรกฉันก็รู้สึกได้แล้ว ตั้งแต่การนั่งรถยนต์กับนายหน้าบ้านไปตระเวนหาบ้านพัก ก็แหม สมัยเป็นนักเรียนฉันได้นั่งรถยนต์บ่อยที่ไหน ส่วนมากก็มุดดินลงรถไฟใต้ดิน ทั้งเร็ว ทั้งสะดวก ทั้งอุ่น แล้วย่านที่ฉันอาศัยและทำงานก็ห่างจากมหาลัยที่ฉันเรียนม๊าก เลยรู้สึกว่ามันก็ไม่จำเจเท่าไรนัก

.

ปากทางเข้า Tsaritsyno ในวันครึ้มฝน

.

อีกอย่าง ด้วยความที่ตอนเป็นนักศึกษาที่นี่ฉันขี้เกียจมากถึงมากที่สุด เลยไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวไหน ตอนนี้กลายเป็นจุดดีเสียได้ เพราฉันเหลือสถานที่ที่ไม่เคยไปเที่ยวเต็มไปหมดเลย (ว่ะ) แถมบางที่ก็บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ อย่างสถานที่ที่ฉันไปมาวันนี้ Tsaritsyno เขาตั้งใจให้เป็นพระราชวังนอกเมืองของพระจักรพรรดินีแคทเธอรีนมหาราชที่ปกครองรัสเซียในช่วงศตวรรษที่ 18 แต่พอสร้างขึ้นมาได้สักพัก อยู่ ๆ แคทเธอรีนไม่โปรดซะงั้น เลยสร้างไม่เสร็จ เหลือเป็นซากตึกผุดมาแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ โดนทิ้งรกร้างอยู่ตั้งเป็นร้อยปีแน่ะเธอ ตอนหลังรัฐบาลสมัยโซเวียตให้ใช้ซากตึกที่มีอยู่เป็นที่พักอาศัยของประชาชน (น่าสงสารจัง) และพยายามจะฟื้นฟูขึ้นมาแต่ก็ไม่สำเร็จ จนในที่สุด เมื่อปี 2005-2007 นี่เองที่รัฐบาลท้องถิ่นกรุงมอสโก (เหมือนกรุงเทพมหานครของเราน่ะ) ช่วยสนับสนุนให้บูรณะขึ้นมาในฐานะสถานที่เชิงประวัติศาสตร์และเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน

.

สวนและสระน้ำทำให้อากาศสดชื่นมาก ๆ

.

ตอนแรกฉันนึกว่าจะไปเจอตึกเก่า ๆ ร้าง ๆ (ตามประสบการณ์ที่เคยมี) ที่ไหนได้ เดินมาถึงหน้าประตูทางเข้าโอ่อ่าเชียวเธอ พอเดินเข้าไปก็เจอสวนหย่ายยยยย ตกแต่งอย่างดี ต้นไม้ใบไม้ดอกไม้สวยงาม เดินเข้าไปอีกหน่อยมีน้ำพุใหญ่พร้อมลำโพงบรรเลงเพลงแบบอินเตอร์ ไม่ใช่เพลงรัสเซียฉึกกะฉักตุก ๆ ตัก ๆ แบบที่เรามักจะได้ยินทั่วไป (ซึ่งฉันเกลียด ฮ่าๆ) อะโห ได้อารมณ์คลาสสิคดีจัง หลังจากนั้น เราต้องเดินขึ้นเขาฝ่าป่าดงเล็กน้อยเพื่อเข้าไปในอาณาเขตของตัววังเก่า ซึ่งก็ไม่น่าจะลำบากอะไรหากฝนไม่ดันตกลงมาเสียก่อน แต่แค่ฝนพรำ ๆ หยุดฉันไม่ได้หรอก ยังสามารถใช้มือนึงกางร่ม อีกมือนึงถ่ายรูป (แต่ภาพออกมาห่วยแตกใช้ได้เลยแฮะ)

.

กุญแจสีแดงแห่งความรักที่พรำฝน... วิ้ว....

.

ฝนหยุดคนรัสเซียไม่ได้เหมือนกัน ที่น่าสงสารคือคู่บ่าวสาวหลายคู่พร้อมเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ตั้งใจมาถ่ายรูปและฉลองการแต่งงานกันในสวน ต้องลากชายกระโปรงเรี่ยน้ำฝนจนผ้าดำเลยเธอ แต่ฉันเห็นเขาก็สนุกสนานกันดีอยู่นะ ส่วนมากเป็นคนหนุ่มสาว แถมยังสามารถคีบบุหรี่ดูดกันปุ๋ย ๆ เออ เก่งว่ะ

.

คู่บ่าวสาวมาขอพรสำหรับชีวิตคู่ในโบสถ์

.

เดินมาเจอโบสถ์คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์รัสเซียก่อน ข้างในสวยจนอยากถ่ายรูปเก็บไว้ เพื่อความแน่ใจก็ถามป้าคนดูแลก่อน ป้าพยักหน้าหงึกหงักไม่ว่าอะไร เราก็ถ่ายง่วนไป แต่ด้วยความเกรงใจสถานที่ ก่อนถ่ายเราก็โค้งทีนึง ถ่ายเสร็จเราก็โค้งอีกที แล้วถ่ายไปหลายรูปมาก เลยโค้งไปโค้งมาตลอดเวลา ไม่รู้ป้าประทับใจเราอีท่าไหน อยู่ ๆ เดินเข้ามาบอกว่าจะพาเราไปดูไอคอน (รูปบูชาพระแม่มารี พระเยซู และนักบุญต่าง ๆ ของศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์รัสเซ๊ย) งาม ๆ ถึงกับเอาสายกั้นออกให้เราเข้าไปในโซนหวงห้ามเชียวนา เราก็ยืนดู อื้ม งามฮ่ะป้า ไม่พอ ป้าบอกให้ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยซิ เอ้า ให้ถ่ายก็ถ่าย ออกมาไม่สวยเท่าไรหรอกเพราะมืด แต่ซึ้งป้าจัง เห็นหน้าบูด ๆ จริง ๆ ใจดีเหมือนกันนะเนี่ย ใจละลายเลย

.

ภายในโบสถ์คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์รัสเซียที่ชื่อ "ที่มาแห่งชีวิต"

.

จากนั้นก็เดินไปดูวังหลักซึ่งซ่อมแซมออกมาได้ดีมากทั้งรูปลักษณ์ภายในและภายนอก ความสะอาด เครื่องอำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการ โดยเฉพาะสำหรับคนพิการ ด้านในส่วนมากเป็นการแสดงวัตถุและภาพของวังเก่าเดิม รวมถึงนิทรรศการถาวรและขาจรต่าง ๆ เดินดูจนขาลากตาลายกันเลยทีเดียว นอกจากวังหลักก็มีตึกครัวด้านข้างหรือ Bread House เห็นชื่ออย่างนี้อย่านึกว่าเป็นตึกเล็ก ๆ หงิม ๆ นะยะ ครัวเขามี 3 ชั้น ออกแบบไว้ให้มีทั้งครัวหลวง ครัวทำขนม และครัวสำหรับคนทำงาน ที่เก็บวัตถุดิบสำหรับทำอาหารขนาดใหญ่ รวมถึงที่พักสำหรับคนทำงานครัว ส่วนตอนนี้กลายเป็นที่จัดนิทรรศการต่าง ๆ  ฉันผู้ดูนิทรรศการจนเต็มอิ่มเลยค่อนข้างเอียน ไปสนใจห้อง Atrium ของตึกครัวที่เขากำลังซ้อมดนตรีกันอยู่ ไปสอบถามมาเลยได้ความว่าที่ Tsaritsyno นี้เขาเป็นสถานที่แสดงคอนเสิร์ตต่าง ๆ ด้วย ต้องลองซะหน่อยละ

.

Great Palace พระราชวังหลักของ Tsaritsyno

.

ฉันก็เลยจับพลัดจับผลูได้ชมการแสดงดนตรีชุด “The Mechanic of Feelings” โดยคุณ Aleksei Shevchenko นักเปียโนและออร์แกนที่เคยแข่งขันในระดับสากลมาแล้ว (อ่านในสูจิบัตรน่ะ) และมีวิโอลามาแจมด้วยในบางเพลง แม้เก้าอี้จะนั่งไม่สบายและดันกระแดะไปซื้อตั๋วแถวหน้าสุดทำให้ไม่สามารถนั่งแผละได้ แต่ฉันก็ยังซึ้งได้อยู่นะ ชอบบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง นักดนตรีเป็นพิธีกรเองและแนะนำเพลงที่กำลังจะเล่นให้ฟังก่อนด้วย นอกจากนี้ ห้อง Atrium ที่ไม่ใหญ่นัก แต่มีเพดานสูงกรุกระจกใสทำให้ภายในสว่างไสว และเสียงดนตรีก้องดีด้วย (แม้จะมีเสียงรบกวนเป็นระยะ เช่น คนกดลิฟท์ ไอ จาม ฯลฯ) ทั้งนี้ อย่าให้ฉันวิจารณ์ดนตรีคลาสสิคนะ ไม่มีความรู้พอ แค่นั่งฟังแล้วฉันรู้สึกเพราะ บรรยากาศดี ฉันก็มีความสุขได้แล้วเธอเอ๋ย

.

ม่านเปิดรอผู้เข้าชมคอนเสิร์ตในห้อง Atrium

.

ออกจาก Tsaritsyno ตอนทุ่มกว่า ๆ ท้องฟ้ายังสว่างไสวอยู่เลย ฝนจางหายไปแล้ว ผู้คนยิ่งหลั่งไหลเข้ามา อากาศท่ามกลางต้นไม้ช่างสดชื่น เออแฮะ มีความสุขดีจัง

ฉันสบายดี อาทิตย์หน้าจะหาอะไรทำแล้วมาเล่าให้ฟังอีกนะ

บายยยยยยยยย

ฉันเอง

.

เด็ก ๆ ไล่เรียงกับแบบจำลองของวังว่าตึกไหนชื่ออะไรและมีความเป็นมาอย่างไร

A moment alone at the airport, again

นั่งฟังเพลง “ทะเลสีดำ” ที่ลุลาร้องกับต้า พาราด็อกซ์ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง… เครื่องบินกับท้องฟ้าสีฟ้ากระจ่าง

ถึงแม้เนื้อเพลงจะต่างกับภาพที่เห็นอยู่อย่างสิ้นเชิง แต่ทำไมอารมณ์มันถึงเหงาได้จับใจเหมือนกันอย่างนี้นะ

ชีวิตเราเกิดมาคนเดียว ตายไปคนเดียว ดังนั้น การใช้ชีวิตตัวคนเดียวก็ไม่น่าจะแปลกอะไร แต่ทำไมบางครั้งมันถึงน่ากลัวจัง

เริ่มเข้าสู่อารมณ์เปลี่ยว… ไม่ใช่อะไรหรอก ได้กลับมาเหยียบพื้นกรุงมอสโกอีกครั้ง คราวนี้เป็นการทำภารกิจชั่วคราว พร้อมกับเตรียมตัวเข้าสู่ภารกิจใหม่ คือ จะต้องมาประจำที่มอสโก 4 ปี ตอนแรกก็รู้สึกเฉย ๆ อะไรอะไรก็ง่ายดี ไม่ต้องไปเรียนภาษา (เพราะรู้อยู่แล้ว) ไม่ต้องศึกษาการใช้ชีวิตประจำวัน (เพราะรู้อยู่แล้ว) ไม่ต้องไปดิ้นรนหาคนเที่ยวด้วย (ไปกวาดเพื่อนสมัยเรียนมา แต่ไม่รู้จะหาเจอหรือเปล่านะ)

แต่เมื่อวานนี้ หลังจากภารกิจชั่วคราวได้จบลงแล้ว ก็มีโอกาสไปเดินตามท้องถนน พบว่า… จะอธิบายยังไงดี คือ สถานที่มันก็เดิม ๆ น่ะแหละ มีอะไรนิดอะไรหน่อยแปลกไปบ้าง แต่ที่มันไม่เหมือนเดิม ก็คือความรู้สึกของเราเอง คือเรารู้สึกเบื่อแล้วอ่ะ ไม่อยากค้นหา ไม่รู้จะตามหาอะไร ไม่มีความแปลกใหม่ เห็นมาหมดแล้ว ดูมาหมดแล้ว และหลังจากรู้สึกแบบนี้ได้สักพัก ต่อมาก็รู้สึกกลัวอ่ะ… ตายละ แล้วฉันจะมาทำอะไรที่นี่อีก 4 ปีหว่า

………

…..

..

.

น่ากลัวไหม?

……

ชอบคิดอะไรเปลี่ยว ๆ เหงา ๆ ได้เวลารอขึ้นเครื่องที่แอร์พอร์ต

 

นิยายพาไป…ตอน ชมตลาดจตุจักร

ช่วงนี้อ่านนิยายรักหวานซึ้งทุกวันเลย สะท้อนจิตใจที่อยากหลบหนีความเป็นจริง ซึ่งไม่อยากจะใส่คำคุณศัพท์ขยายความว่าโหดร้ายหรือน่าเบื่ออะไร ความเป็นจริงก็คือความเป็นจริง เป็นอะไรกลาง ๆ คนเราเองที่ไปเสริมแต่งมันให้เป็นไปตามอารมณ์ของตน

พออ่านเรื่องน้ำเน่ามากเข้า ก็ชักทำตัวน้ำเน่าตาม หลอกตัวเองไปว่าชีวิตตัวเองมันจะสนุกสนานเหมือนในนิยาย อันนี้ก็ไม่เชิงว่าโง่เง่าเต่าตุ่นหรือแอ๊บสตรอฯ แต่อย่างใด อุปมาเหมือนคนกินเหล้าสูบบุหรี่ รู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังทำ เพราะมันทำให้ชีวิตมีรสชาติ และไม่ได้ร้ายแรงขนาดไปเสพยาอีพี้กัญชานี่นา ตราบใดที่เรายังมีสติควบคุมอยู่ ถ้าอยากหยุดสภาพนี้ก็แค่โยนสมอลงปักดิน ฉันว่ามันก็เป็นวิธีมีความสุขอีกวิธีหนึ่งที่ไม่เสียหายและเบียดเบียนใครซะหน่อย

วันนี้ก็ไปเดินร่อนเร่แถวจตุจักรที่รักอีกครั้ง แต่งตัวสบาย ๆ พกของไปเท่าที่จำเป็นให้ตัวเบาที่สุด และเอาหูฟังเสียบหู เดินไปก็รู้สึกตัวเองเหมือนคนดูละครเวที โฉบไปโฉบมาหาสิ่งที่่สนใจ ถ้าเจอเมื่อไรก็สามารถเอาหูฟังออกแล้วกระโดดลงไปเล่นละครร่วมกับคนอื่นได้ เสร็จธุระก็กลับมากรอกเพลงใส่หูเป็นคนดูต่อ

แต่เอ๊ะ คิดอีกทีอาจเหมือนเราเป็นตัวเอกที่กำลังถ่ายทำมิวสิควีดีโอ กล่าวคือ เรากลายเป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้ กล้องต้องแพนตามเรา โดยเรามีหน้าที่เพียงสองอย่าง เล่นละครต่อไปอย่าหยุดนิ่งและสร้างอารมณ์ไปตามเพลงที่กำลังฟัง

ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดินกำแพงเพชร มีร้านกาแฟเล็ก ๆ ร้านหนึ่งที่ฉันโปรดปรานมาก ต้องมานั่งดื่มกาแฟแกล้มขนมทุกครั้ง กาแฟรสชาติดี ขนมอร่อยชุ่มฉ่ำ ราคาสมเหตุสมผล ปกติฉันจะกินแทนข้าวกลางวัน เพราะอากาศร้อนทำให้ไม่อยากอาหารนัก และร้านอาหารในจตุจักรนั่งกินไม่ค่อยสบาย มันทั้งร้อนทั้งอึกทึกจอแจ ที่นั่งก็เบียด ๆ แย่ง ๆ กัน แถมกลัวจะท้องเสียอีกตะหาก

เดินจตุจักรก็เหมือนนักล่าสมบัติ ถ้าขยันและอดทนจะต้องเจอสิ่งที่ต้องการในจตุจักรแน่นอน ความร้อนและผู้คนมากมายเป็นอุปสรรคเล็ก ๆ ที่ทำให้ภารกิจนี้ท้าทายยิ่งขึ้น แต่คุณเอาชนะมันได้เสมอ แค่เตรียมตัวดี ๆ แต่งกายให้กระชับและสบาย เอาของไปแต่พอดี ถ้ารู้ตัวว่าขี้ร้อนก็หนีบพัดไปด้วยสักอัน พกถุงผ้าไปยิ่งช่วยรักษ์โลกร้อน แถมอาจจะเอามาต่อรองขอลดราคากับคนขายได้อีก ข้อหา “ประหยัดถุง”

ร้านรวงในจตุจักรมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด มาครั้งนี้ก็ไม่่เหมือนครั้งที่แล้ว บางร้านย้ายไป ปิดลง ก็มีร้านใหม่มาแทน หรือถ้าเดินบ่อยเกินจนชักเฝือ จงไปเดินในโซนอื่นแล้วเจ้าจะพบร้านใหม่ ๆ เอง ฉันเองเดินเจเจมากว่าสิบกว่าปีก็ไม่เคยเดินได้ทั่ว และไม่เคยคิดว่าการได้ตะลอนไปทุกซอกมุมของจตุจักรเป็นความท้าทาย ออกจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ ความสนุกอยู่ที่การได้ค้นหาสิ่งของที่ถูกใจมากกว่า ซึ่งก็ไม่เคยผิดหวัง เลยยังเดินอยู่ และจะเดินต่อไปเท่าที่แรงกายและแรงทรัพย์จะอำนวย

กลับมาที่เรื่องนิยายรัก ถึงแม้มันจะทำให้ฉันเคลิ้มพอไปเดินเล่นทำมิวสิควีดีโอที่จตุจักร แต่พออ่านบ่อยเข้าก็ตระหนักว่าพล็อตเรื่องมันซ้ำกันตลอดเลย (ว่ะ) แต่ทำไมมันถึงเป็นแนวหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมาโดยตลอด (วะ)  คงเหมือนอะไรหวาน ๆ ทานง่ายละมั้ง กินไปแล้วอร่อยก็อยากกินอีก บางคนชอบรสชาติอื่นก็อาจแว่บไปกินอะไรแซ่บ ๆ ขม ๆ เค็ม ๆ ฯลฯ แต่มีใครคิดว่าบอระเพ็ดอร่อยกว่าขนมเค้กบ้างไหมล่ะ

แต่ถ้ากินเยอะก็จะอ้วนนะ…. หึหึ

.

ปล. ร้านกาแฟนั้นมีชื่อว่า Bubble Cafe (ถ้าจำไม่ผิด) อยากจะถ่ายรูปไว้ แต่เนื่องจากจำกัดอุปกรณ์เลยไม่ได้เอากล้องไป

ปลล. ฤทธิ์ของกาแฟสดที่ไหลลงท้องตอนบ่ายกว่า ๆ ทำให้นอนไม่หลับจนต้องลุกมานั่งเขียนบล็อคบ้า ๆ บอ ๆ อีกครั้งหนึ่ง

ปลลล. ชื่อบล็อคนี้เลียนแบบ “หนังพาไป” สารคดีที่เราปลื้ม

ความสุขที่มีชื่อว่ามาฟี่

มาฟี่เหม่อมองหิมะจากหน้าต่าง

 

ฉันตั้งชื่อสิ่งรอบตัวว่ามาฟี่ตามชื่อแมวตัวแรกและจะเรียกว่าตัวเดียวของฉันก็ได้

มาฟี่เป็นแมวพันธุ์สก็อตติช โฟลด์ ลักษณะเด่นคือหูเล็กพับและขนสีเทาสว่างฟูไปทั้งตัว สำหรับฉัน มาฟี่เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารักที่สุด น่าฟัดที่สุด และเซ็กซี่ที่สุด

ฉันเจอกับมาฟี่ครั้งแรกในตลาดสัตว์เลี้ยงที่มีชื่อว่า “ตลาดนก” ในกรุงมอสโก ขณะนั้นเป็นเดือนธันวาคมที่หนาวเหน็บ มาฟี่อายุเพียง 3 เดือน และมีราคา 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ป้าคนขายเอามาฟี่และพี่น้องใส่กรงพลาสติกใสมาวางขายในตลาด โดยมีแม่ของมาฟี่นั่งอวดโฉมเป็นเครื่องการันตีว่า ลูกแมวฝูงนี้จะเติบโตมางดงามไม่แพ้แม่ของพวกมัน มาฟี่หน้าตาจิ้มลิ้มที่สุดในบรรดาพี่น้อง แม้ว่าโครงสร้างร่างกายจะดูแบบบางกว่า เมื่อมองตาใสแป๋วของมันฉันก็หลงรักจนลืมตรวจว่ามันเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย จนมารู้เอาเมื่อถึงบ้านแล้วว่ามันเป็นเด็กหญิง แม้ว่าตอนแรกฉันจะอยากได้ลูกแมวหนุ่ม แต่ก็ตัดใจเอามาฟี่ไปแลกคืนไม่ได้

ฉันยังจำความรู้สึกตอนที่เอามาฟี่กลับบ้านเป็นครั้งแรก เราไม่ได้เตรียมกรงหรือกระเป๋ามาใส่ อากาศก็หนาวเย็น เราเลยอุ้มมาฟี่ีซุกอกไว้ข้างในเสื้อหนาว ตัวมันกระติ๊ดเดียว ตื่นกลัวและตัวสั่น เราแอบเอามาฟี่เข้าไปในหอได้สำเร็จอย่างไม่ยากเย็นนัก พอเข้ามาในห้อง มาฟี่ก็ร้องเมี้ยว ๆ เดินทำจมูกฟุดฟิดสำรวจห้องจนเหนื่อย แล้วก็ล้มแปะลงนอน น่ารักยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น

หลังจากนั้น เราก็อยู่กินกันมา 8 ปี โดยในช่วงเกือบ 2 ปีแรก มาฟี่อยู่กับฉันในห้องแคบ ๆ ของหอนักศึกษาในมอสโก อยู่ที่บ้านของฉันในเมืองไทยในช่วง 3 ปีถัดมาระหว่างที่ฉันยังเรียนต่อ และเมื่อฉันเรียนจบกลับมาทำงานในไทย เราก็ได้อยู่ด้วยกันอีกเกือบ 4 ปี

มาฟี่แก่ตัวลงกลายเป็นป้า แต่ก็ยังคงความเซ็กซี่ไว้ได้ไม่เสื่อมคลาย ฉันไม่รู้ว่ามาฟี่คิดยังไงกับฉัน แต่สำหรับฉัน มาฟี่ไม่ใช่แค่แมว ไม่ใช่แค่สมาชิกในครอบครัว มาฟี่ก็คือมาฟี่ ซึ่งบางทีฉันก็ไม่ได้สนใจ บางทีฉันก็ไปกอดรัดฟัดเหวี่ยง บางทีก็แกล้งวิ่งไล่ บางทีก็ลืมไปว่ามันอยู่ในบ้าน มาฟี่ก็แค่กิน นอน เดิน และทำอะไรต่าง ๆ ของมันอยู่ในบ้าน ส่วนฉันก็ทำงาน เดินทาง เที่ยวเล่น อะไรอะไรไปตามเรื่อง เรามีชีวิตอยู่ด้วยกันจนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันเหมือนเพลง Here, There and Everywhere ละมั้ง

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงเดาออกว่า มันต้องเกิดอะไรสักอย่างขึ้นกับมาฟี่ ฉันถึงได้มานั่งรำพึงรำพันได้น้ำเน่ายืดยาวขนาดนี้

หมอบอกว่า มาฟี่เป็นโรคไตวาย ค่าที่วัดมาได้สูงถึง 9 เทียบกับค่าปกติคือ 1 กว่า ๆ ก็ถือว่าอาการหนัก หากดูแลอย่างดี ให้กินอาหารสำหรับสัตว์ที่เป็นโรคนี้โดยเฉพาะ และฉีดน้ำเกลือเพื่อช่วยล้างของเสียออกมาเรื่อย ๆ ก็จะช่วยให้อยู่ได้นานขึ้น อาจจะถึงปี แต่ก็เป็นไปได้อีกเหมือนกันว่าถ้าไม่ดีขึ้น อาจตายภายใน 3-6 เดือน อันนี้ก็คงไม่มีใครรู้ แล้วแต่กรรมเวรจะลิขิต (สองประโยคหลังฉันแต่งเอง)

มันน่าเศร้าและน่าขันไปพร้อม ๆ กัน ความเศร้าทำให้ฉันนั่งร้องไห้อยู่หลังพวงมาลัย เดินเข้าบ้านไปกอดมาฟี่แล้วร้องไห้ ร้องจนหน้าเปียก มือเปียก ขี้มูกขี้ตาไหลกรัง ฉันรู้ว่าไม่ควรจะเสียใจมากนัก มันเป็นแมวที่มีปัญหาสุขภาพตั้งแต่เด็ก มีสองสามครั้งที่ฉันคิดว่ามันคงจะตาย แต่มันก็รอดมาได้ แล้วก็อยู่กับฉันจนเป็นส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งในชีวิตของฉัน จนฉันลืมไปแล้วว่ามันแก่ตัวลงเรื่อย ๆ ควรจะพามันไปตรวจสุขภาพบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็นหนักขนาดนี้

ที่เสียใจยิ่งกว่าก็เพราะฉันกำลังจะต้องจากบ้านไปไกลอีก 4 ปี แค่คิดว่าฉันคงไม่ได้อยู่เห็นมันตอนตาย…. ไม่รู้จะบรรยายออกมายังไง

ส่วนที่น่าขัน ก็เพราะโลกก็ยังดำเนินต่อไป มาฟี่ก็เป็นแค่แมวตัวหนึ่ง ในโลกมีแมวอีกเป็นกี่ล้านล้านตัวฉันก็ไม่รู้ วันที่มันสิ้นลมหายใจก็อาจจะเป็นวันพุธของใครคนหนึ่ง หรือวันหยุดของใครอีกคน อาจจะเป็นวันนั้นหรือวันนี้ อาจจะเป็นวันที่คนคนหนึ่งลืมตาขึ้นมา หรืออาจจะเป็นแค่วันธรรมดา ๆ ของคนหลาย ๆ คน จะเป็นอะไรยังไงสำหรับใครฉันไม่รู้

ป่วยการคิด ดูสิ… มาฟี่ยังวิ่งไล่จับแมลงสาปอยู่เลย

Mary Stayed Out All Night

ปกติฉันไม่ใช่แฟนหนังเกาหลี สาเหตุหลักเป็นเพราะมันยาวมาก  ฉันไม่สามารถถูกตรึงอยู่กับที่ได้นานหรือมีเวลาเหลือมากขนาดนั้น มีบางเรื่องที่ฉันชอบ แต่ดูได้ประมาณครึ่งหนึ่งก็จะเริ่มไม่ไหว เลิกดูไปเลย หรือไม่ก็โกงโดยการข้ามไปเร็ว ๆ จนถึงตอนจบ

Mary Stayed Out All Night หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า Marry Me, Mary ทำออกมาได้สนุกตั้งแต่ตอนเริ่มต้น แต่พอตอนกลาง ๆ ก็ออกอาการยืดพอสมควร ก่อนจะจบลงอย่างสนุกสนานกำลังดี เรียกว่าเป็นหนังเกาหลีเรื่องแรกที่ฉันดูจากต้นจนจบโดยไม่ข้ามไปเลยแหละ

ประเด็นหลักของเรื่องนี้ก็คือการแต่งงานและความสัมพันธ์ เรื่องพิลึกเกิดขึ้นเมื่อนางเอกถูกพ่อจับแต่งงานกับเจ้าบ่าวที่เป็นลูกชายของเพื่อนพ่ออีกที โดยทั้งพ่อเจ้าสาวและพ่อเจ้าบ่าวร่วมมือกันคลุมถุงชนลูกตัวเองที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน เอาเอกสารไปจดทะเบียนให้เป็นสามีภรรยากันเสร็จสรรพ

แต่นางเอกยังคงดื้อ ไปหลอกพ่อว่าตัวเองมีแฟนอยู่และเข้าพิธีแต่งงานกันแล้ว แต่เนื่องจากในชีวิตจริงไม่เคยมีแฟน นางเอกจึงต้องไปคว้าเอาชายหนุ่มร็อคเกอร์ที่เพิ่งเจอข้างทางได้ไม่นานมาเป็นสามีจำเป็น ซึ่งก็คือพระเอกของเรานี่เอง

พ่อนางเอกกลัวนางเอกจะพยศต่อ เลยต้องยอมตามที่ฝ่ายเจ้าบ่าว (พระรอง) เสนอให้ใช้เวลาดูใจกันก่อน 100 วัน โดยในช่วงเวลานี้ให้นางเอกสลับกันใช้ชีวิตกับเจ้าบ่าวและพระเอกคนละครึ่ง กล่าวคือ ในวันจันทร์-ศุกร์ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นเป็นของคุณเจ้าบ่าว และ 5 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มเป็นของคุณพระเอก หลังจากนั้นให้กลับบ้านตัวเองไปอยู่กับพ่อ ส่วนวันเสาร์กับอาทิตย์แบ่งกันไปคนละวัน

และเมื่อครบเวลา 100 วัน จึงให้นางเอกตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นคู่ชีวิต

อ่านเรื่องย่อแค่นี้ก็งงแล้ว พอดูไปได้สักพักกติกานี้ก็จะเปลี่ยนอีก แต่อย่าให้ฉันเล่าเลยนะ มันเยอะ อยากรู้ก็ไปหาดูเอาเองละกัน มีให้โหลดทั่วไป

.

.

เข้าสู่ประเด็นที่อยากบ่น คือช่วงกลางเรื่องน่ะ ฉันเกิดอาการรำคาญตัวเอกมาก ประมาณว่ามันจะเอายังไงกันฟะ จะแต่งไม่แต่ง จะรักไม่รัก จะเลิกไม่เลิก เป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร 4 ตัวหลักทำท่ายืดเยื้อไม่ไปทางไหนสักทาง  ทำให้คนตรงอย่างฉันเซ็งเป็ดจนแทบจะเลิกดู

สิ่งที่ก่อให้ฉันหงุดหงิดคือตอนที่นางเอกไม่ตัดสินใจให้ชัดเจนสักทีว่าจะเอายังไง เดี๋ยวก็รักพระเอก ไม่ยอมแต่งงานกับคุณเจ้าบ่าวเด็ดขาด ถึงจะหล่อรวยดีสมบูรณ์แบบแค่ไหน แต่ก็รักพ่อ โดนพ่อบังคับเลยต้องจำใจเข้าไปอยู่บ้านคุณเจ้าบ่าว ส่วนพระเอกก็งอนโน่นงอนนี่  คุณเจ้าบ่าวล่ะก็เป็นคนดีเหลือเกิน จะรอให้นางเอกเป็นฝ่ายเลือก เป็นอิฉันรวบหัวรวบหางนางเอกเรียบร้อยโรงเรียนเกาไปแล้น

อาจจะเป็นความสามารถพิเศษของคนทำซีรีย์เกาหลีที่สามารถดึงเอาความรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจมายัดเยียดใส่คนดูได้พอประมาณ (เพราะถ้าหงุดหงิดกว่านี้หน่อยเดียวอาจเลิกดูไปเลย) เคยไหมเวลาอ่านการ์ตูนบางฉากที่นางเอกไปทำอะไรน่าอับอายจนเราแทบไม่อยากพลิกไปดูหน้าต่อไปเพราะอายแทน นั่นแหละ อารมณ์ประมาณนั้น

แต่ถ้าอดทนดูจนจบ คนทำหนังสามารถใส่ฉากที่เราดูแล้วรู้สึกว่า…อื้ม มันคุ้มที่คุณนางเอก คุณพระเอก และคุณเจ้าบ่าว จะต้องทำตัววุุ่นวายอยู่หลาย episode เพราะในตอนจบ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นอะไรที่แฮปปี้เอนดิ้งราวกับเทพนิยาย แต่เรากลับได้เห็นภาพของการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย มีอิสระ และสงบสุขของตัวละครทุกตัว ซึ่งถ้าเกิดว่าตัวเอกทั้งหลายยอมจำนนต่อโชคชะตะที่คนเขียนบทปั้นมาให้ตั้งแต่กลางเรื่องแล้วละก็ ภาพมันก็คงออกมาเป็นอีกแบบนึง ประมาณว่า นางเอกของเราก็เป็นคุณนายในบ้านเศรษฐี คุณเจ้าบ่าวก็ทำงานอยู่ใต้ร่มเงาของบริษัทคุณพ่อมาเฟีย ส่วนคุณพระเอกก็คงร้องเพลงแล้วก็ใช้ชีวิตเสเพลไปวัน ๆ หนึ่ง

ยังไม่ได้พูดถึงตัวละครอีกตัว ซึ่งถือเป็นบทนางรอง แต่หากดูโครงเรื่องแล้วก็ไม่ได้มีส่วนต่อการหักเหของพล็อตเรื่องสักเท่าไร ฉันจึงไม่ได้พูดถึงมาก แต่จริง ๆ เป็นตัวละครที่ฉันชอบมากตัวหนึ่ง นางรองคนนี้เป็นลูกสาวจากตระกูลไฮโซ แต่ยอมทิ้งบ้านครอบครัวมาใช้ชีวิตอิสระเป็นดาราหนัง และเป็นอดีตแฟนของพระเอก เธอมีบุคลิกแรง ๆ เฉี่ยว ๆ ทำอะไรตรง ๆ แต่บางทีก็เจ้าอารมณ์ วีนแตก  ฉันชอบความเท่ของเธอ และชอบที่คนเขียนบทไม่ได้ยัดเยียดเธอให้กับพระรอง (คือคุณเจ้าบ่าว) ถึงแม้จะทำได้  การเอาตัวละครพระรองกับนางรองที่อกหักจากพระเอกและนางเอกมายัดเยียดให้รักกัน เป็นอะไรที่ฉันเกลียดมาก นี่หนังนะ ไม่ใช่ตลาด ของขายเหลือจะได้เอามาประกบคู่แล้วลดราคาน่ะ

ดูเสร็จก็มานั่งคิดเล่น ๆ ว่าเราช่างโชคดีที่มีอิสระในการเลือกดำเนินชีวิตได้เอง ไม่เหมือนตัวละครในหนังในนิยายที่โดนคนเขียนบทกำหนดมาให้แล้ว  แต่มาคิดอีกที ถ้าเหมือนในเรื่องโลกของโซฟีก็น่ากลัวอยู่นะ สิ่งที่เราคิดว่าเลือกเอง อาจจะมีอะไรเบื้องบนมากำหนดอีกทีก็ได้  สยองจัง

ไปละ

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.