My trip to Istanbul [02]
ความเดิมจากตอนที่แล้ว – หลังจากได้เล่าเรื่องทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับอิสตันบูลไปแล้ว คราวนี้จะมาเจาะสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ค่ะ
Hagia Sophia

Hagia Sophia ถ้าเห็นในรูปตามหนังสือหรือโปสการ์ดจะสวยกว่านี้ ภาพนี้เป็นสภาพที่ผู้เขียนไปเห็นด้วยตัวเอง คือส่วนหนึ่งอยู่ในระหว่างบูรณะ และส่วนหนึ่ง (มุมล่างขวา) เป็นที่แสดง exhibition เกี่ยวกับวัฒนธรรมตุรกียุคเก่า แผ่นวงกลมพื้นดำ เขียนด้วยตัวอักษรภาษาอาหรับสีทองที่เห็นในรูป เป็นสิ่งที่เหลืออยู่จากศาสนาอิสลาม ส่วนรูปตามผนังเป็นอิทธิพลของศาสนาคริสต์ สถานที่นี้เป็นที่ที่ทั้งสองศาสนาผสมผสานเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
อันดับหนึ่งขอยกให้แก่ Hagia Sophia ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานและไม่ธรรมดา เริ่มจากถูกสร้างในศตวรรษที่ 6 สมัยที่อิสตันบูล หรือคอนแสตนติโนเปิลในเวลานั้น ยังเป็นเมืองของศาสนาคริสต์ หลังจากการโจมตีจากจักรวรรดิออสมันหลังจากนั้นราว 1000 ปี ได้กลายเป็นมุสยิด (ชื่อแบบตุรกีคือ Ayasofya อีกชื่อเป็นภาษากรีก) จากความเป็นมานี้ทำให้เป็นที่ถกเถียงกันมานานว่า Hagia Sophia ควรจะเป็นของศาสนาใดกันแน่ และเพื่อยุติข้อขัดแย้งนี้ ในปี 1935 ประธานาธิบดีตุรกีได้ตัดสินใจให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์

ภายใน Hagia Sophia มีทั้งโมเสกตามผนังและเพดานตามเรื่องเล่าของพระคัมภีร์ไบเบิ้ล และสัญลักษณ์ของโมฮัมเหม็ดและศาสนาอิสลาม ตามรูปที่แสดงภายในพิพิธภัณฑ์ โมเสกที่หลงเหลือมาจากสมัยคอนสแตนติโนเปิ้ลถูกปิดทับไว้ด้วยกระเบื้องตกแต่งแบบอิสลาม จนกระทั่งมีการค้นพบในภายหลัง
Topkapi palace

หนึ่งในอีกสถานที่ที่พลาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยว Topkapi Palace เป็นที่พักของสุลต่านตั้งแต่ปี 1465 – 1853 (หลังจากนั้นสุลต่านจะย้ายไปอยู่ที่วัง Dolmabahce Palace) ศิลปกรรมเป็นแบบแขก ๆ ในปัจจุบันนอกจากการชมความสวยงามของการตกแต่งและบริเวณสวน ยังมีสิ่งมีค่าสมัยต่าง ๆ ให้ชมในส่วนพิพิธภัณฑ์อีกด้วย (รูปข้างบนอาจจะดูไม่อลังนักเพราะผู้เขียนฝีมือการถ่ายรูปแย่เองค่ะ ^^”)
การบรรยาย Topkapi Palace สั้น ๆ ค่อนข้างยาก เพราะข้างในมีอะไรมหาศาล เริ่มตั้งแต่เข้าไปคุณจะพบกับสวนธรรมชาติที่งดงาม ต่อมาก็จะเป็นบรรดาตึกวังทั้งหลาย ต่อด้วยส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่มีสิ่งโบราณล้ำค่าแตกต่างกันไปตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ – เพชรขนาด 86 กะรัต, กระดูกมือของนักบุญ, อาวุธ, เครื่องประดับ ฯลฯ – ออกมาจากบริเวณนี้จะเจอกับระเบียงใหญ่ที่หันหน้าออกทะเล สวยงามมาก ๆ ยังมีคาเฟ่ข้าง ๆ เอาไว้นั่งชมวิวสบาย ๆ แต่เนื่องจากโปรแกรมของเราอัดแน่นจึงไม่สามารถพักได้

ภายในห้องประชุมสำหรับสุลต่านและบรรดาที่ปรึกษา ภาพด้านขวาคือทางเดินเข้าสู่ฮาเร็ม ส่วนแผ่นสีขาวที่เห็นไกล ๆ คือส่วนที่ถูกปิดเพื่อบูรณะ
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ อดจะกล่าวถึงเพชร 86 กะรัตที่มีชื่อว่า Kasika Diamond ไม่ได้ ตำนานของมันคือ มันถูกค้นพบโดยคนเดินถนนคนหนึ่ง ที่คิดว่าเพชรนี้เป็นเพียงหินก้อนหนึ่ง และขายต่อในระคาเท่ากับช้อน 3 คัน! (ภายในส่วนแสดงของมีค่าห้ามถ่ายรูปเลยอดเอามาให้ดูกัน)

การตกแต่งผนังและเพดานด้วยกระเบื้องสีฟ้ามีให้เห็นทั่วไป ส่วนรูปด้านขวาคือห้องน้ำในฮาเร็ม
และที่นักท่องเที่ยวส่วนมากอยากจะชมมากคงหนีไม่พ้น Harem สำหรับคนไทยอย่างเราก็พอจะเข้าใจได้ว่า ฮาเร็ม ก็คือวังส่วนครอบครัวของสุลต่าน สำหรับผู้หญิงตั้งแต่พระมารดา มเหสี ชายา ธิดา ฯลฯ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสุลต่านนั่นเอง (ไม่ต่างจากความหมายของฝ่ายในในไทยสมัยก่อนนัก) แต่สำหรับฝรั่งคำว่าฮาเร็มออกจะมีความหมายที่ฟู่ฟ่ากว่านั้น พอได้มาชมของจริงเลยต่างจากจินตนาการพอสมควร
Dolmabahce Palace

ภายในวังห้ามใช้แฟลช การถ่ายรูปจึงต้องอาศัยแสงจากโคมไฟแชนดาเลียร์ ทำให้บรรยากาศในภาพที่ถ่ายแทบทุกภาพเป็นแบบสลัว ๆ สวยไปอีกแบบ
โปรแกรมการเที่ยวหนนี้ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้นานนัก ส่วนมากก็คิดกันตอนกลางคืนกับเพื่อนที่มาด้วยกันว่าพรุ่งนี้จะไปไหนดี จัดกันตามเวลาและที่ตั้งของสถานที่จะอำนวย พอมาคิดดูก็แปลกใจว่าโปรแกรมของวันที่สาม ตอนเช้าไป Topkapi Palace เพราะอยู่ใกล้ที่พัก เดินไป 10 นาทีถึง หลังจากนั้นจึงไปที่ Dolmabahce Palace เพราะมันปิดเร็วเลยต้องรีบไป กลายเป็นว่าตอนเช้าเราได้ไปชมวังสุลต่านในสมัยเก่า พอตอนบ่ายก็ไปชมวังสุลต่านสมัยใหม่ต่อ จึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
Dolmabahce Palace ถูกสร้างขึ้นในราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ว่ากันว่าเหล่าสถาปนิกพยายามฟื้นคืนความหรูหราของชีวิตสุลต่านและคนใกล้ชิดขึ้นมา เนื่องจากในช่วงเวลานั้นจักรวรรดิออสมันตกต่ำลงเรื่อย ๆ ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบยุโรป หรูหรา ไฮโซ และมีโคมไฟแชนดาเลียร์เยอะมาก (และก็มีคนสองคนที่คอยตามถ่ายโคมไฟแชนดาเลียร์แต่ละอันใหญ่เลย… ไม่ใช่ใคร เรากะดันบิเพื่อนเราเอง)

ทางซ้ายมือคือห้องโถงใหญ่ อลังการงานสร้างมาก กลางห้องมีโคมไฟแชนดาเลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในวัง และเป็น 1 ในอันที่ใหญ่ที่สุดในโลก (เหมือนจะเคยเป็นที่ 1) พอเอารูปจากกล้องมาลงคอมเลยสังเกตว่า ถ่ายรูปแชนดาเลียร์มาเป็นสิบ ๆ รูป แต่แยกอันนี้ได้ก่อนเพื่อน เพราะเป็นอันเดียวในนี้ที่เขาไม่ได้จุดไฟเอาไว้ (คงจะเปลืองค่าไฟ)
อีกอย่างที่น่าสนใจ คือช่องหน้าต่างสามบานบนชั้นสอง ที่ตอนเดินผ่านไกด์เล่าให้ฟังว่า เป็นช่องให้พวกฝ่ายใน (ผู้หญิง) คอยแอบดูเวลามีงานพิธีการในห้องโถงใหญ่ ถึงแม้จะสร้างเป็นแบบยุโรปอย่างไร ยังไงซะผู้หญิงก็ยังถูกเก็บไว้ข้างในอยู่ดี

กระจกสำหรับฝ่ายในแอบชมงานพิธิการที่จัดขึ้นในห้องโถงใหญ่ มองลงมาจะเป็นภาพอย่างทางขวามือ
การเข้าชม Dolmabahce Palace ทำได้แบบเป็นกลุ่มคณะ และมีไกด์คุมไปเท่านั้น แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเขามีรอบทัวร์เป็นช่วง ๆ สามารถเกาะกันเข้าไปกับกลุ่มอื่นได้ และไม่เสียเงินค่าใช้จ่ายสำหรับไกด์เพิ่ม (เสียแต่ค่าเข้าประมาณ 15 ลีร์ หรือ 10 เหรียญโดยประมาณ) เปิดทำการตั้งแต่ 9.00 – 16.00 และปิดวันจันทร์และพฤหัส นอกจากส่วนของวังหลัก ยังมีฮาเร็มให้ชม แต่ต้องเสียค่าเข้าต่างหากอีก เราไม่ได้เข้าไปเพราะเวลาน้อย และได้ยินมาว่าคล้าย ๆ กับตัววังหลัก
Blue Mosque

อีกหนึ่งสถานที่ยอดฮิต ที่กลับโดนเรามองข้ามไปด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่ามันเป็นของใกล้ตัว (อยู่ใกล้ที่พัก) เดินผ่านทุกวันตอนเช้าเวลาออกไปข้างนอก และได้เห็นทุกคืนตอนกลับที่พัก Blue Mosque หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Sultan Ahmet Mosque ถูกสร้างขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้รับชื่อดังกล่าวเพราะศิลปกรรมภายในที่ทำด้วยกระเบื้องสีฟ้า เป็นมัสยิดที่สวยงามทั้งจากข้างในและข้างนอก ภายในสว่างไสวตลอดเวลา (ได้ยินว่าออกแบบมาพิเศษให้ได้รับแสงธรรมชาติ) ต่างจากมัสยิดอื่น ๆ ชาวต่างชาติสามารถเข้าไปข้างในได้เวลาที่ไม่มีละหมาด และต้องเข้าผ่านทางเข้าแยก เดินชมได้เฉพาะบริเวณข้าง ๆ เท่านั้น ผู้หญิงควรแต่งกายสุภาพ และห้ามนั่ง เฉพาะผู้หญิงนะคะ เพราะเจอมาเองกับตัว เดินมาทั้งวันเมื่อยมากเลยขอนั่งพับเพียบกับพื้นหน่อย แป๊บเดียวมีคนตุรกีรีบเดินมาไล่เลย มองไปรอบ ๆ ก็เห็นผู้ชายต่างชาตินั่งพื้นกันตั้งเยอะ
บริเวณภายนอกโดยรอบ Blue Mosque ถูกตกแต่งเป็นสวน ด้านหนึ่งมีเก้าอี้ตั้งเรียงกันสำหรับนั่งชมการแสดงแสงสีที่เริ่มเวลา 19.30 ระหว่างเดือนพ.ค. – ก.ย. เนื่องจากผู้เขียนกลับที่พักไม่เคยต่ำกว่าห้าทุ่ม จึงได้เห็นแต่ Blue Mosque ที่ถูกแสงไฟสาดส่องงดงาม (ตามรูปด้านบน) และที่แปลกคือมักจะมีนกมาบินรอบ ๆ เสมอ เป็นภาพที่สวยงามมาก แต่ถ่ายออกมาแล้วมองไม่ค่อยเห็น จากที่สังเกตเห็นมัสยืดอื่นตอนกลางคืนก็ไม่มีนกมาบินรอบ ๆ ทำให้แอบนึกอัศจรรย์ใจในมุสยิดแห่งนี้นัก
Yerebatan Sarayi

สถานที่นี้โดนผู้เขียนมองข้ามมาโดยตลอด จนกระทั่งวันสุดท้ายที่เดินเก็บสถานที่สำคัญหมดแล้วเหลือเวลานิดหน่อย และเผอิญว่ามันตั้งอยู่ใกล้ที่พักย่าน Sultanahmet เลยตัดสินใจไปดู ทางเข้าเป็นตึกเล็กมาก ๆ มีป้ายชื่อบอก ช่องขายตั๋ว ดูภายนอกไม่น่าประทับใจเลย แต่พอเดินลงบันไดไปใต้ดินเท่านั้นแหละ อุแม่เจ้า!
Yerebatan Sarayi หรือ Sunken Palace Cistern คือที่เก็บน้ำที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงคอนสแตนติโนเปิล ภายในประกอบไปด้วยเสาหินอ่อน 336 เสา 2 เสาในนั้นถูกแกะสลักเป็นหน้าเมดูซ่า (สยองมากค่ะ) ขนาดโดยรวม 2.4 เอเคอร์ (70*140 เมตร) และกักเก็บน้ำได้ 80,000 คิวบิคเมตร ว่ากันว่าในภาพยนตร์เรื่อง James Bond: From Russia with Love ฉากที่พี่เจมส์แจว เอ๊ย พายเรือลำเล็กผ่านบริเวณที่เต็มไปด้วยเสาหินอ่อน ก็ถูกถ่ายทำที่นี่เอง
นี่เป็นที่ที่ประทับใจที่สุดเท่าที่ดูมา อาจจะเพราะความคาดไม่ถึง ความตะลึงงันหลังจากเดินลงบันไดมาเจอที่กว้างเต็มไปด้วยเสา ทางเดินกลางน้ำแคบ ๆ ลื่น ๆ ความรู้สึกมืด ๆ ชื้น ๆ มีน้ำหยดติ๋ง ๆ ใส่เป็นระยะ ดังที่เห็นในรูป มีการดามไฟแดงไว้ตามเสา มีทางเดินไว้ให้เดินไปได้รอบ ๆ และยังมีคาเฟ่ให้นั่งพักดื่มด่ำบรรยากาศอีกต่างหาก แต่ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัว ขอบอกว่าสยองมากค่ะ เพราะปกติเป็นคนไม่ชอบที่มีน้ำมืด ๆ อย่างทะเลตอนกลางคืนหรือถ้ำอยู่แล้ว พอมาเจอแบบนี้เลยรีบเกาะเพื่อนที่มาด้วยกันแจ
เป็นอันว่าจบการบรรยายเรื่องสถานที่สำคัญในอิสตันบูล สมองก็เริ่มเบลอ ๆ ลืมรายละเอียดไปเยอะแล้วเลยเขียนออกมาไม่เยอะเท่าที่คิด ^^”
Filed under: Travel | 1 Comment
Tags: Istanbul, Sightseeing, Travel, Turkey


กำลังคิดว่า คนเดินถนนที่เจอเพชรเม็ดนั้น พอรู้ความจริงว่าตัวเองขายไปได้ไงในราคาแบบนั้น เขาจะว่าไงบ้าง !?!
เรื่องหนึ่งที่ได้จากการอ่านเกี่ยวกับตุรกีจากหนังสือของ มยร มะลิ ที่เราเคยพูดถึงไปใน comment ก่อนหน้านี้ ก็คือการมีลักษณะของแบ่งชนชั้นระหว่างเพศอะค่ะ ประมาณว่าชายทำไรได้หมด แต่หญิงโดนห้ามโน่นห้ามนี่ อาจเป็นข้อหนึ่งที่รู้สึกตะหงิดๆในใจเหมือนกันนะ
เห็นภาพความอลังการแล้วสวยงามดีจัง
แต่ที่อยากไปสัมผัสก็คือความสยองที่ว่ามาอะค่ะ จริงๆ ไม่ชอบนะ ความสยองที่มิดชื้นเนี่ย แต่ว่าดูภาพสุดท้ายแล้วทำให้นึกถึงหนังหลายเรื่อง รวมถึง LOTR ด้วยอะ อ่อ อยากเห็นภาพเมดูซ่าค่ะ ท่าจะสยองจริงจัง มองแล้วเราจะกลายเป็นหินไหมนั่น