ร้อนแรงและเยือกเย็น
![]()
![]()
Reisei to Jounetsu no Aida
Ekuni Kaori
Tsuji Hitonari
วันนี้คงเขียนถึงหนังสือคู่นี้เป็นตอนสุดท้ายละ ชักยืดเยื้อ
จุดเด่นของหนังสือดี ๆ อย่างหนึ่ง น่าจะเป็นการเปิดช่องว่างให้ตีความกว้าง ไม่จำกัดจินตนาการของคนอ่าน โพสที่แล้วเขียนเกี่ยวกับ BLU ตอนอ่านไปได้เกือบครึ่งเล่ม พอวันนี้อ่านจบแล้วไหงอารมณ์กลับกลายเป็นอีกอารมณ์หนึ่งไปเลย
เอาล่ะ ต่อไปนี้คือเรื่องย่อ ใครยังไม่ได้อ่านมิควรอ่านต่อไปอย่างยิ่ง
BLU เล่าโดยจุนเซ ตัวเอกฝ่ายชาย ต่างจากอาโออิ มีความเคลื่อนไหวและเหตุการณ์มากมายในชีวิตของจุนเซ เขาได้ไปเรียนวิชาช่างซ่อมภาพที่ฟลอเรนซ์ในสถาบันของอาจารย์โจบันน่า และพบกับเมมิ สาวน้อยลูกครึ่งญี่ปุ่น-อิตาเลี่ยนวัยเพียง 18 ปีที่มาเรียนโครงการแลกเปลี่ยนที่นี่ เขามีฝึมือซ่อมภาพดีและเป็นที่รู้จักขึ้นเรื่อย ๆ ชีวิตรักกับเมมิก็เต็มไปด้วยความร้อนแรง แต่เขาก็ยังไม่ลืมอาโออิ ซึ่งเป็นดั่งภาพจากอดีตที่คอยตามติดเขาไปไม่ว่าจะทำอะไร
จุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อภาพเขียนล้ำค่าของฟรานเชสโก คอตช่าที่จุนเซเป็นคนซ่อมอยู่ถูกกรีดเสียหาย ทำให้สถาบันของอาจารย์โจบันน่าต้องปิดตัวลง จุนเซพลอยได้รับความสะเทือนใจจนตัดสินใจจะกลับญี่ปุ่น กลับไปอยู่ที่อพาร์ทเมนต์เดิมที่เคยใช้ชีวิตอยู่กับอาโออิในสมัยเรียน
เวลาว่างที่มากขึ้นกับสภาพแวดล้อมเก่า ๆ ทำให้จุนเซยิ่งคิดถึงอาโออิ และวันหนึ่ง ทาคาชิ เพื่อนเก่าสมัยมหาลัย ก็แวะมาเยี่ยมพร้อมกับนำข่าวเกี่ยวกับอาโออิมาบอก ทำให้จุนเซได้รู้ว่าขณะนี้อาโออิอยู่ที่มิลาน มีความสุขดีกับคนรักชาวอเมริกันของเธอ ทาคาชิยังบอกความจริงอีกอย่างที่จุนเซไม่เคยรู้
อาโออิทำแท้งเพราะพ่อของจุนเซมาพบเธอและด่าว่าอย่างไม่มีชิ้นดี ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนั้นตายตั้งแต่ในท้องแล้ว
ความจริงนี้ทำให้จุนเซยิ่งโทษตัวเอง จนในที่สุดเขาตัดสินใจเขียนจดหมายขอโทษอาโออิ โดยเชื่อว่าเมื่อเขาส่งจดหมายนี้ไปเขาจะได้ปลดปล่อยตัวเองจากอดีตเสียที แต่จุนเซกลับยังลืมความหลังไม่ได้อยู่ดี คำสัญญาที่จะไปพบกันที่ดูโอโมในวันเกิดครบรอบ 30 ปีของอาโออิยังอยู่ในใจเขาตลอดเวลา สำหรับคนที่มีชีวิตอยู่กับอดีตเช่นจุนเซแล้ว นี่คือตัวแทนของอนาคตเพียงอย่างเดียว
จุนเซได้กลับไปทำงานที่ตนรักในสถาบันซ่อมภาพที่โตเกียว เขาเลิกกับเมมิเพราะยอมรับความจริงว่าเขายังลืมอาโออิไม่ได้ ปี 2000 ย่างกรายเข้ามา และวันหนึ่งในเดือนมีนาคม จุนเซก็ได้ข่าวจากเพื่อนร่วมสถาบันเดิมว่า อาจารย์โจบันน่าเสียชีวิตแล้ว
ราวกับโชคชะตาจะเรียกให้เขากลับไปฟลอเรนซ์เพื่อทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับอาโออิ แม้มันจะเป็นเพียงสัญญาที่ไม่เป็นเรื่องเป็นราว แต่จุนเซก็ตัดสินใจกลับไปฟลอเรนซ์ ในช่วงเวลาแปดปีตั้งแต่จากกับอาโออิ นี่คือช่วงเวลาที่จุนเซรอมาตลอดอย่างไม่รู้ตัว
และอาโออิก็มา……
สำหรับจุนเซ นี่เป็นเหมือนความฝัน คนที่ไม่คิดว่าจะมากลับปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา ใบหน้าที่อยู่ในความทรงจำเขาเปลี่ยนไป อาโออิไม่ใช่อาโออิเมื่อแปดปีที่แล้ว เช่นเดียวกับจุนเซเอง ทั้งคู่เฝ้ารอเวลานี้มาแปดปี แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริงกลับทำอะไรไม่ถูก
ราวกับเรื่องตลก จุนเซ ช่างซ่อมภาพผู้มีฝีมือ เขารู้ว่าจะต้องจัดการกับรูปภาพเก่าอย่างไร ต้องล้างสีตรงไหนออก แต้มสีตรงไหนเพิ่มเพื่อให้ภาพกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่กับชีวิตของตนเขากลับไม่รู้จะซ่อมมันอย่างไร จะซ่อมความรักที่ทรุดโทรมลงและถูกทิ้งร้างไว้แปดปีอย่างไร จะประสานปัจจุบันเข้ากับอดีตอย่างไร จะถมหุบเหวอันกว้างใหญ่ที่กั้นระหว่างตัวเขากับอาโออิอย่างไร
อาโออิอยู่กับจุนเซเพียง 3 วันจึงตัดสินใจกลับมิลาน
“เวลาเพียงสามวันไม่มีทางซ่อมแซมแปดปีของเราให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ดังที่เคยดูในละครน้ำเน่า เราทั้งคู่เพียงแต่นั่งมองภาพเดียวกันและบอกเล่าถึงความรู้สึกของตนเท่านั้น แต่ไม่มีใครมีพลังร้อนแรงเพียงพอที่จะลุกขึ้นซ่อมภาพใบนี้”
“เพียงแค่สามวัน แปดปีที่ผ่านมาของเราถูกชำระล้าง ไม่ใช่ซ่อมแซมโดยใช้เวลาเพียงสามวันเท่านั้น”
เรื่องใน ROSSO ก็คล้ายกับจะจบลงที่การลาจากกันของทั้งสองคน แต่ใน BLU กลับมีอะไรมากกว่านี้
“ผมรู้สึกว่าประกายความเร่าร้อนในกายย้อนกลับมาอีกครั้ง วินาทีนั้นทั้งอดีตและอนาคตซีดจางลง มีเพียงปัจจุบันเท่านั้นที่เปล่งประกาย…. ……ไม่ว่าอดีตหรืออนาคตก็ไม่อาจเทียบปัจจุบันได้ สิ่งที่ทำให้โลกใบนี้เคลื่อนไหวได้คือปัจจุบัน คือวินาทีนี้เท่านั้น ทุกอย่างล้วนมีจุดเริ่มต้นจากประกายไฟที่เกิดจากการกระทบกันของความร้อนแรงแห่งกาลเวลา
ผมคิดได้ว่า คนเราไม่ควรยึดติดกับอดีตหรือฝันถึงอนาคตมากเกินไป ปัจจุบันมิใช่เพียงจุดจุดหนึ่ง หากแต่เป็นเส้นที่ต่อเนื่องกันไปชั่วนิรันดร์ สิ่งที่ผมต้องทำมิใช่การชุบชีวิตอดีต และมิใช่เพียงคาดหวังกับอนาคต แต่ต้องทำปัจจุบันให้ดี”
แล้วจุนเซก็วิ่งกลับไปสถานี ซื้อตั๋วรถไฟยูโรสตาร์ไปมิลาน เพื่อ “ค้นหาตัวเองในดวงตาของเธออีกครั้ง”
จบแล้วค่ะ
Filed under: Books | 1 Comment
Tags: BLU, Ekuni Kaori, Reisei to Jounetsu no Aida, Rosso, Tsuji Hitonari


อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านmafee
ขอบพระคุณสำหรับเรื่องราวเล่าสู่กันฟัง
ขอท่านคิดเสียว่ามีมิตรน้อยคิ้วเลิกสูงเหมือนใคร่รู้อยู่ตลอดเวลา ดวงตาจ้องเขม็งยามนั่งฟังท่านเล่า ปลายผมตกเคลียตาไม่ยอมปัดเพราะมัวจดจ่อน้ำเสียงท่าน
คำ “ปัจจุบันมิใช่เพียงจุดจุดหนึ่ง หากแต่เป็นเส้นที่ต่อเนื่องกันไป” นั้นเปิดตาเปิดใจนัก
คนเราถูกเงาอดีตตามหลอกหลอนจนส่งผลต่อบุคลิกภาพ วิธีคิด การดำเนินชีวิตปัจจุบัน ที่ร้ายโดยมากเป็นเงาแห่งความปวดร้าว ระทมทุกข์ เราล้วนปล่อยให้เงาร้ายครอบงำโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เป็นคนมองโลกด้านลบ ก่อปัญหาให้ผู้คนรอบข้าง
เพียงค้นหาให้พบและชะล้างเงานั้นออก ชีวิตปัจจุบันของเราก็จะเป็นชีวิตเต็มชีวิตขึ้น
บทสรุปของเรื่องงามนัก หากท่านไม่เล่าจนจบไหนเลยข้าพเจ้าจะรับรู้สารนี้ได้ คงมีก็แค่ดวงตาเบิกค้างด้วยความสงสัยใคร่รู้
เพิ่งทราบว่าการเล่าเรื่องย่อจนจบคือการสปอย (ไม่ทราบเป็นคำเดียวกับตามใจจนเสียนิสัยหรือไม่ขอรับ?)
ผู้น้อยหาใช่นักรีวิว หรือนักอ่านรีวิวแต่อย่างใด เพียงอยากเสนอความรู้สึกตามประสาอักษราณมิตร
ผู้น้อยเชื่อว่าการเล่าเรื่องย่อบางครั้งหาได้ทำลายอรรถรสแห่งนิยายนั้น ๆ ลงเลย เพราะองค์ประกอบแห่งนิยายนั้นซับซ้อนนัก เนื้อเรื่องเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น บ่อยครั้งที่ผู้คนอ่านนิยายเรื่องหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาหาได้อ่านเพียงเนื้อเรื่องเป็นแน่
แต่การจะเล่าเนื้อเรื่องมากน้อยแค่ไหน โดยไม่ทำลายรสนั้น น่าจะขึ้นกับสารที่เรื่องนั้น ๆ ต้องการสื่อ คิดถึงหนัง ‘ซิกเซ้นส์’ (ที่บรู้ส วิลลิสแสดง)
ไฮไล้ท์หาใช่เนื้อเรื่อง แต่เป็นการที่ตัวเอกของเรื่องหารู้ตัวไม่ว่าร่างตนที่ดำเนินเรื่องมานั้นได้เสียชีวิตแล้ว!
นักรีวิวสามารถเล่าเรื่องไปได้จนใกล้จบ โดยต้องไม่บอกจุดนี้ออกไป เพราะหากบอกย่อมทำลายรสของหนังอย่างสิ้นเชิง
นั่นคือแก๊กของเรื่องซึ่งเราจะปล่อยให้ผู้เสพ รับรสด้วยตัวเอง
จึงคงเป็นวิจารณญาณของนักรีวิวที่จะจับจุดที่ว่าของแต่ละเรื่องอยู่ที่ใด และเราไม่เข้าไปเผยตรงนั้น
อย่างเช่นเรื่อง Reisei to Jounetsu no Aida: Rosso นี้ อรรถรสน่าจะอยู่ที่อารมณ์เปลี่ยวเหงาของหัวใจโหยหารัก ทั้งมีความรักล้อมใจอยู่อย่างนั้น ซึ่งจะสัมผัสได้ก็โดยการผ่านตาด้วยตัวเอง ขอท่าน mafee อย่างเกรงเลยว่าเรื่องย่อจะทำให้สูญอรรถรส
ผู้น้อยเข้าใจถูกบ้างหรือไม่..ท่าน mafee คิดเห็นเช่นไรขอรับ?
คารวะ
ปล. ตัวเอกฝ่ายชายที่แม่หญิงทั่วสยามประเทศเทใจสงสารน่าจะเป็นพ่อโกโบริกระมังขอรับ?