ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา และขออภัยที่ไม่สามารถให้เครดิตได้ เนื่องจากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ถ่าย

วันนี้ขอแปลงร่างจากหอดูดาวมาเป็นไทม์แมชชีน ย้อนเวลาไปคิดถึงสมัยเรียนอยู่ที่มอสโกสักครู่
ไปเรียนที่มอสโกตั้งแต่ปี 1999 ตอนนั้นรัสเซียเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจไปได้หมาด ๆ บ้านเมืองสะบักสะบอมจากความพ่ายแพ้ในสงครามเย็นเมื่อต้นทศวรรษที่ 90 ความเป็นอยู่ยากลำบาก สภาพอากาศหนาวเหน็บ มอสโกตอนนั้นสีเทาทะมึน ๆ
โดยเฉพาะสำหรับคนที่มาจากเมืองร้อนแดดส่องทั้งปี ตอนแรกที่ไปถึงตอนเดือนสิงหามอสโกก็ยังหน้าตารับแขกอยู่ อากาศเย็นสบายพอใส่เสื้อหนาวทำเท่ได้ ตึกรามกว้างขวางงดงามตามสถาปัตยกรรมยุคเก่า ไปถึงตอนวัยกะเตาะสดใสซาบซ่า ด้วยความกระตือรือร้นเลยเห็นอะไรสวยงามไปหมด

พออยู่ไปสักพักถึงเห็นว่าชีวิตที่นี่มันต่างกันโดยสิ้นเชิง จะซื้อของในร้านขายของต้องเกาะเคาน์เตอร์จ้องสินค้าบนหิ้ง พอตัดสินใจได้ถึงไปจ่ายเงินตามราคาที่ติดไว้ ได้บิลมาค่อยเอาไปให้พนักงานหยิบให้ ไอ้จะให้เหมือนซูเปอร์บ้านเราเดินเลือกสินค้าตามชอบใจน่ะไม่มี ซื้อเสร็จไม่มีถุงแถมให้ ต้องซื้อไม่ก็ยืดอกพกถุงมาเอง

ที่นี่ไม่มีสะพานลอย จะข้ามถนนต้องลอดใต้ดินแทน อาจจะเพราะอากาศมันหนาว ตามถนนไม่มีรถแท๊กซี่ อยากนั่งแท๊กซี่ก็นี่เลย ยืนโบกเองข้างถนน ใครใคร่จอดก็จอด รถคนขับธรรมดาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่เกิดอยากหาลำไพ่พิเศษนี่แหละ บอกสถานที่ต่อรองราคากัน ถ้าโอเคก็ปายยยย โนเคก็โบกต่อไป

ที่นี่ไม่มีรถเข็นขายของข้างถนน ไม่มีโต้รุ่ง ถ้าเกิดหิวขึ้นมาตอนเที่ยงคืนก็จงต้มมาม่าที่มีอยู่ไป อาหารก็แพง ร้านไทยมีอยู่ทั้งเมืองไม่ถึง 5 ร้าน ราคาสำหรับชนชั้นเศรษฐีเท่านั้น จำได้ว่าไปหุงข้าวทำกับข้าวเป็นก็ตอนนี้เอง เสียหม้อไปสองสามใบสังเวยความไม่รู้ ยังดีที่ไม่ได้เผาห้องครัวหอไปด้วย

แล้วพอเรียนรู้ชีวิตได้สักพัก ก็ย่างเข้าเตือนพฤศจิกายน ท้องฟ้าเริ่มหม่น ฝนตกบ่อย หนาว พระอาทิตย์เยี่ยมหน้ามาให้ชมน้อยลงทุกที อากาศยังงี้เรียกอีกชื่อว่า “อากาศพาคิดถึงบ้าน” ยิ่งมอสโกเป็นเมืองที่มีคนต่างชาติต่างเมืองเข้ามาใช้ชีวิตมหาศาล ทั้งคนรัสเซียจากเมืองอื่นที่มาหางานทำ คนจากรัฐที่แตกมาจากสหภาพโซเวียต นักศึกษาที่มาเรียนต่อ คนต่างชาติที่มาทำงาน ฯลฯ ทำให้ความหม่นหมองยิ่งทวีคูณ

ฝนตอนต้นเดือนพฤศจิกายนทำให้หนาวแบบยะเยือก ท้องถนนเฉอะแฉะ วัยกะเตาะยังอดเหงาไม่ได้ แต่ก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราว คิดถึงบ้านพอเป็นกระสัย เอาไว้เป็นข้ออ้างในการแอบดื่มไวน์เคล้าน้ำตาคนเดียว

นึกแล้วก็ขำ ตอนที่ซื้อเหล้ามากินเองครั้งแรกยังไม่รู้ประสีประสา เดินไปร้านขายของธรรมดาจิ้มเอาไวน์มาขวดนึง (ที่รัสเซียเหล้าถูกมาก ไวน์มีตั้งแต่ราคา 70 รูเบิ้ล ประมาณ 100 บาทเอง) ซื้อจากร้านตรงข้ามหอแค่ 5 นาที เพื่อมานั่งกรึ่มคนเดียวในห้องตอนกำลังคิดถึงบ้านสุด ๆ ด้วยความไร้เดียงสาเลยไม่รู้วิธีเปิดจุกขวดไวน์ นั่งเอาปากกางัดจุกก๊อกจนทำปากกาเจ๊งไปแท่งนึงก็แล้ว เกิดปิ๊งไอเดียเอาตะเกียบข้างนึงมากดจุกขวดจนมันหลุดเข้าไปในขวดถึงได้กิน คืนแรกที่นั่งเมาคนเดียว ปิดไฟแล้วจุดเทียนให้ห้องมันสีส้ม ๆ สลัว ๆ นั่งมองท้องฟ้าไป จิบไป มองท้องฟ้าไป จิบไป น้ำตาไม่ยักไหล ในใจมันมีแต่ความเหงา แต่ก็ไม่ต้องการใครมาอยู่เป็นเพื่อน พอเริ่มกรึ่มได้ที่ก็งัดเอาสมุดบันทึกมาเขียนๆๆๆๆๆๆ พอดื่มได้ครึ่งขวดก็ยอมแพ้ไปซบอกเตียง รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

ก็เลยชอบกินเหล้าวงเล็กมาตั้งแต่นั้น ไม่ชอบกินเหล้านอกบ้าน ไม่ชอบกินเหล้ากับคนแปลกหน้า กินแต่กับคนกันเอง เอาให้เมาพอประมาณจะได้คุยกันสนุก ยิ่งกรึ่มเท่าไรภาษารัสเซียก็จะออกมาคล่องแคล่วราวกับคนละคน วิชาการดื่มเป็นวิชาพิเศษที่ได้ร่ำเรียนมาในรัสเซีย เป็นวิชาชีพที่ใช้ได้ในชีวิตจริงและทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ กำจัดความเครียดหลังสอบก็ได้ สะกิดต่อมช่างพูดก็ได้อีกเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังทำให้ร่างกายอบอุ่น สำหรับคนที่ไม่มีคนใกล้ชิดไว้กุมมือ หุหุ

วันนี้คิดถึงแค่นี้ก่อน เอาให้จิตใจพอเป็นสีฟ้าอ่อน ๆ



3 Responses to “มอสโกสีฟ้าหม่น”  

  1. อ่านแล้วอยากไปรัสเซีย อุอุ

  2. ตามเข้ามาเหงาเป็นเพื่อน
    ขอบคุณที่มาแวะเยี่ยมเยียนนะคะ
    อัพ blog บ่อย ๆ นะคะ จะตามมาอ่านค่ะ :-)

  3. รัสเซียเป็นประเทศที่ไม่เคยอยู่ในรายการว่าอยากไปเลยค่ะ แล้วก็ไม่ค่อยเห็นคนไทยเขียนถึงเท่าไรด้วย ดูได้จากหนังสือท่องเที่ยวทั้งหลาย แหะ แหะ

    อย่างไรก็ตาม อากาศที่ทำให้คิดถึงบ้าน เข้าใจเลยค่ะ ว่าเป็นไง


Leave a Reply