Manila ~ lesson 1
Hi, M’ame ~ มะนิลา เมืองที่ใครก็พูดภาษาอังกฤษ
ไฮ แมม! ตอนแรกที่ได้ยินคำทักทายนี้ก็แอบงง เรียกใครหว่า อ้อ เรียกฉันเองหรือ?
วันแรกที่เหยียบย่างลงบนแผ่นดินฟิลิปปินส์ ก็ให้ประหลาดใจเล็กน้อยว่า คนที่นี่ไม่ว่าจะใครก็พูดภาษาอังกฤษได้ในระดับค่อนข้างดี สำเนียงอาจจะไม่บริติชหรืออเมริกัน แต่ในด้านการสื่อสารแล้วคุยกันรู้เรื่องเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วคุยคล่องกว่าเราด้วยซ้ำ
คนไทยคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า สินค้าออกสำคัญของฟิลิปปินส์ คือ Maids เรียกแบบดูดีว่า Domestic helpers และเรียกแบบดูไม่ดีในภาษาไทย ก็คือแม่บ้าน หรือยิ่งไม่ดีใหญ่ ก็คือคนใช้นั่นเอง เหตุผลหลักก็เพราะว่าคนที่นี่ล้วนแต่พูดภาษาอังกฤษได้ในระดับใช้การได้ดี ไม่ต้องเอาไปเทรนด์ภาษาใหม่ แถมในด้าน service mind แล้วก็ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมจะให้บริการเป็นอย่างดี
คนทำงานต่างมุ่งหน้ากลับบ้านหลังเลิกงาน ที่นี่ประชากรเยอะกว่าเมืองไทยมาก
เขามีคำไว้เรียกแรงงานที่ออกไปทำงานหาเงินเข้าประเทศว่า OFW – Overseas Filipino Workers ซึ่งในปีที่ผ่านมา ทำรายได้เข้าประเทศถึง 14.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ! แรงงานที่ออกไปหากินนอกประเทศมิได้จำกัดแต่เพียงผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังมีผู้ชายที่ไปทำงานเป็นแรงงานในอีกหลายประเทศ แรงงานเหล่านี้จะสะสมเงินเพื่อส่งกลับมาให้ญาติพี่น้องในฟิลิปปินส์ใช้จำนวนไม่น้อย ตอนไปแลกเงินในร้านแบบโทรม ๆ ฉันแลกแค่ร้อยเหรียญก็แอบกลัวจะมีคนมาฉกเงิน ที่ไหนได้ คนฟิลิปปินส์ที่แลกเขาแลกกันเป็นร้อย ๆ หรือพันเหรียญ เยอะกว่าฉันไม่รู้เท่าไร กิจการของบริษัทรับโอนเงินข้ามชาติอย่าง Western Union ก็ดูมีคนใช้บริการกันเยอะกว่าบ้านเรามาก เงินเหล่านี้ล้วนแต่มาจาก OFW
การที่จะเข้าใจถึงที่มาที่ไปเบื้องหลังความรุ่งเรืองของ OFW คงต้องวิเคราะห์สภาพสังคมหลาย ๆ ปัจจัย อย่างแรกคือ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่กว้างมาก คนไหนรวยก็รวยไปเลย และส่วนมากรวยจากมรดก คือบรรพบุรุษสั่งสมมาให้ใช้กันสบาย ๆ ส่วนคนจนก็จนแบบลืมตาอ้าปากได้ยาก แถมรัฐบาลก็ไม่ค่อยจะดูแลประชาชนเท่าไร คนจนก็จนต่อไป การจะหนีออกจากวงจรความจนไม่ใช่เรื่องง่าย การไปตายเอาดาบหน้าที่เมืองนอกจึงเป็นการหนีออกจากสภาพความจนวิธีหนึ่ง
อีกปัจจัยหนึ่งก็คือภาษา ที่บอกไปแล้วว่าแรงงานฟิลิปปินส์เป็นแรงงานที่ต่างชาติชอบ เพราะส่วนมากรู้ภาษาอังกฤษดีและพูดคุยกันรู้เรื่อง นอกจากนี้ ลักษณะทางสังคมอีกอย่างหนึ่งในฟิลิปปินส์ คือครอบครัวมีขนาดใหญ่มาก แถมคนก็นิยมมีลูกมากและไม่ค่อยคุมกำเนิด เพราะนับถือศาสนาคริสต์คาธอลิคอย่างมีศรัทธาแรงกล้า การหาเลี้ยงสมาชิกครอบครัว ที่ส่วนมากก็ยังไม่สามารถทำงานได้ (เด็กและคนแก่) หากทำงานได้รับเงินเดือนในประเทศคงไม่พอ ดังนั้น สมาชิกครอบครัวใหญ่ที่ยังหนุ่มสาวจึงดิ้นรนไปทำงานต่างประเทศเพื่อหารายได้มาค้ำจุนครอบครัวอีกทางหนึ่ง
Manila American Cemetery and Memorial หลุมศพและอนุสรณ์สถานแก่ทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในฟิลิปปินส์ ตั้งอยู่บนที่ดินกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา และเป็นทำเลที่ดีที่สุดทำเลหนึ่งของเมือง ป้ายหลุมศพเป็นกางเขนสีขาวทอดตัวไปทุกทิศจนนับไม่ถ้วน ความสะอาดและเป็นระเบียบของสถานที่นี้ ขัดกับตัวเมืองมะนิลาสำหรับคนปกติอย่างสิ้นเชิง
ความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ ก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ตลาดแรงงานในสหรัฐฯ เปิดรับฟิลิปปินส์มากกว่าชาติอื่น เท่าที่เจอคนฟิลิปิโนก็ไม่ค่อยมีทัศนคติในแง่ลบต่อพี่กันเท่าไรนัก ตรงกันข้าม ฉันออกจะรู้สึกว่า คนชาตินี้มีจิตสำนึกของความเป็นทาสแก่คนต่างชาติมากกว่าปกติด้วยซ้ำ ได้เห็นกับตาเองในวันหนึ่งที่ไปต่อคิวสั่งอาหารในร้านฟาสต์ฟู้ดสไตล์แมคโดนัลด์ที่นั่น ตอนนั้นเป็นช่วงพักกลางวันคิวเลยยาวมาก แล้วอยู่ ๆ ก็มีพนักงานมาเรียกชายคนนึงที่ยืนอยู่ท้าย ๆ คิวไปต่อแถวใหม่ หลังจากนั้นพนักงานก็มาเรียกฉันกับน้องคนไทยอีกคนไปต่อแถวใหม่นั้นด้วย ชายคนนั้น ฉัน และน้องคนไทย ล้วนแต่เป็นคนต่างชาติแบบที่มองเห็นได้ชัด แล้วนอกจากพวกเรา พนักงานก็ไม่เรียกใครมาต่อแถวใหม่ (ลัดคิว) อีกเลย ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เมืองไทย คงต้องมีใครสักคนไม่พอใจออกมาต่อคิวใหม่เองบ้าง หรืออาจจะด่ากับพนักงานแน่ ๆ แต่คนฟิลิปิโนต่างก็ยืนต่อคิวเดิมกันอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร ซึ่งแม้จะเป็นผลดีต่อเรา แต่ฉันกลับรู้สึกสะท้อนใจยังไงไม่รู้แฮะ
รอยยิ้มของคนขายไอติมที่ไม่ฟรี บวกราคาไปในไอติมที่โขกสับแล้วเรียบร้อย ในตลาดนัด Salcedo เช้าวันเสาร์ ตั้งอยู่ในย่าน Makati ย่านธุรกิจและผู้มีอันจะกินในกรุงมะนิลา
“สุขนิยม” ที่มากเกินไป?
ที่เล่ามายาวเฟื้อยล้วนแต่เป็นการกลั่นกรองจากการสังเกตการณ์ของฉันบวกกับข้อมูลที่ได้รับฟังจากคนไทยที่ไปอยู่ที่นั่นมายาวนาน ทริปนี้ฉันได้เจอคนไทยบ่อยเพราะไปทำงาน และจากการคุยกับคนไทยเกี่ยวกับประเทศนี้ รู้สึกว่าคนไทยค่อนข้างเห็นใจประเทศนี้ โดยเฉพาะคนจน ซึ่งรัฐก็ไม่ค่อยเหลียวแล จนยังไงก็จนกันต่อไปอย่างนั้น สภาพในเมืองย่านไหนคนรวยอยู่ก็ได้รับการพัฒนาอย่างดี มีห้างสรรพสินค้าหรูหรา สวนสาธารณะ hi-end กันสุด ๆ แต่ถ้าออกจากย่านนั้นไปไม่นาน ก็จะได้เห็นความเป็นจริงของเมือง ที่มีทั้งสลัม น้ำครำ ถนนแคบ ๆ ที่น้ำท่วมทุกทีที่ฝนตกหนัก (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยด้วย) ร้านค้าเก่าโทรมเหมือนบ้านเราเมื่อสิบปีที่แล้ว รถจีปนีย์ (คล้ายรถสองแถวบ้านเรา) ที่อัดแน่นไปด้วยชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง ๆ เท่านี้ยังไม่พอ ค่าครองชีพที่นี่ก็แพงกว่าเมืองไทยพอสมควร ค่าไฟและค่าน้ำถูกปล่อยลอยตัวเพราะรัฐเอาไปขายทอดตลาด อาหารของกินผลิตได้ไม่เพียงพอต้องนำเข้าจึงมีราคาสูง
แต่ฉันว่า สิ่งที่ทำให้พี่ไทยเราเห็นใจคนฟิลิปิโนมากกว่าอะไร ก็คือรอยยิ้มของคนที่นี่ โดยเฉพาะเมื่อเราเห็นว่าเขาเองก็ไม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่เขาก็ยังยิ้มอยู่ได้ พี่คนหนึ่งบอกว่า “สุขนิยม” นี่แหละ คือลักษณะเด่นของคนฟิลิปิโน สามารถมีความสุขกับเรื่องเล็กน้อยได้ง่าย ๆ และไม่คิดมากให้ปวดหัว (ถ้าอยู่แบบนี้แล้วคิดมากเกินคงเครียดตายกันหมดน่ะ) พนักงานขายของในห้างสามารถร้องเพลงตามที่เปิดวิทยุในห้างได้ ยามเฝ้าประตูสามารถยิ้มอย่างสดชื่นพร้อมเปิดประตูให้เราได้ทุกเช้าเย็น นิสัย “สุขนิยม” ในแง่หนึ่งก็มีข้อดีทำให้สามารถมีความสุขกับสภาพชีวิตที่ไม่ค่อยจะเพียงพอได้ โดยเฉพาะสำหรับรัฐบาลและชนชั้นปกครอง ก็ง่ายดีที่จะบริหารประเทศแบบห่วย ๆ ต่อไป ยังไงประชาชนก็ไม่ลุกฮือขึ้นมาต่อสู้แน่ แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันทำให้เราพอเพียงกับทุกอย่างจนไม่ต้องดิ้นรนเพื่อทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น อยู่อย่างลำบากยังไง ก็ทนอยู่ต่อไปได้ เหมือนเพลงที่คุณกมลา สุโกศล ร้อง “อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน….”
งานแต่งงานหรูหราในโบสถ์ San Augustin โบสถ์เก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่สมัยอาณานิคมสเปน ในย่าน Intramuros อีกด้านของชีวิตคนรวยที่แตกต่างกับชีวิตคนจนส่วนมากราวหน้ามือกับหลังตีน
บทเรียนจากฟิลิปปินส์
ฉันได้ไปฝึกงานที่ฟิลิปปินส์ 12 วัน เป็นเวลาที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป เพราะถ้าอยู่น้อยกว่านี้คงยังซึมซับความเป็นประเทศนี้ได้ไม่มาก หรือถ้ามากกว่านี้ก็คงจะมากจนชาชินกับลักษณะชีวิตแบบนี้ และที่พิเศษคือฉันเดินทางไปในช่วงที่รู้สึกเหนื่อยและท้อกับงานที่ทำอยู่มาก อีกทั้งสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่สงบก็ทำให้ได้มีโอกาสเปรียบเทียบความเป็นไปที่นี่และในไทยได้ในอีกมุมมองหนึ่ง
เวลาผ่านไป 12 วัน แต่ก็ทำให้ฉันได้เห็นอีกโลกหนึ่งที่แตกต่างไป ได้รู้ถึงความโชคดีของตนที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย ที่ซึ่งอาหารอุดมสมบูรณ์ อยากกินอะไรก็กินได้ อยากถีบตัวขึ้นมาสู่สังคมที่สูงขึ้นก็ทำได้หากมีความสามารถ ที่ซึ่งไม่เคยตกเป็นประเทศราชให้แก่ต่างชาติ ที่ซึ่งยังมีวัฒนธรรมเก่าแก่เป็นของตนเอง สืบทอดมาจากบรรพบุรุษผู้ทะนุถนอมรักษาอย่างดี ที่ซึ่งประชาชนยังลุกขึ้นมาสู้กับชนชั้นปกครองได้ (แม้บางทีจะอยู่ในระดับที่เข้มข้นไปหน่อย…)
ในขณะเดียวกัน คนฟิลิปิโนสอนให้ฉันรู้ว่า เราสามารถยิ้มได้ แม้ว่าชีวิตมันจะหนักหนาเพียงใด และชีวิตที่เราคิดว่าแย่แล้ว มันก็ยังไม่แย่พอที่จะขัดขวางเราไม่ให้ยิ้มสู้ได้
ขอบคุณ ฟิลิปปินส์
คุณยามนั่งครุ่นคิดอะไรไม่มีใครรู้ บนกำแพง Fort Santiago ในย่าน Intramuros ทิศทางที่เขากำลังมองอยู่คือย่านชุมชนแออัดที่เห็นได้ทั่วไปในกรุงมะนิลา ตั้งอยู่ตรงข้าม Fort Santiago โดยมีแม่น้ำที่เน่าเหม็นคั่นกลาง
Filed under: Travel | 3 Comments
Tags: Philippines, Travel







ดีใจมากมายที่ได้อ่านบทความนี้ของน้องซินนะจ๊ะ หลายครั้งในชีวิตเราเห็นภาพของสิ่งหนึ่งได้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากการเปรียบเทียบ ยิ่งแตกต่างภาพยิ่งชัดเจน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะวิเคราะห์ความแตกต่างนั้นไปในทิศทางเดียวกัน หลายครั้งจะออกไปในทางวิจารณ์เพื่อความสะใจไปมากกว่าติเพื่อก่อ
คนไทยส่วนมากมาฟป. แล้วไม่อยากกลับมาอีก เพราะอึ้งกับความด้อยพัฒนาที่ถาโถมใส่โดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งๆ ที่ที่จริงแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ ฟป. ก็เป็นประเทศโลกที่สามประเทศหนึ่งที่ไม่พัฒนานัก เพียงแต่อยู่ๆ การพัฒนาของฟป. ได้หยุดชะงักไปโดยสิ้นเชิงเมื่อสามสิบปีก่อน ซึ่งทำให้ความแตกต่างระหว่างความคาดหวังของผู้มาเยือนกับความเป็นจริงที่มาเจอนั้นมันมากมายจนทำให้เกิดอาการ “อึ้ง” อย่างรุนแรงในข้างต้น หลายคนถอดรหัสความ “อึ้ง” นั้นว่า ปทท. ที่รักของเรานั้นก้าวหน้ากว่าฟป. หลายสิบปีแล้ว โดยเปรียบเทียบจากสนามบิน รถใต้ดิน ทางด่วนขั้นที่สองและสาม ชายหาดป่าตอง และพารากอน โดยหารู้ไม่ว่าที่จริงแล้วนั้นฟป. เค้าอาจจะล้ำหน้ากว่าเราหลายทศวรรษก็ได้ ทำไมเหรอ เพราะเค้าเคยเป็นปท. แรกใน SEA ที่มีสนามบิน รถไฟฟ้า (ซึ่งยังใช้อยู่แม้จะหยุดพัฒนาไปแล้ว) มีเมกะโปรเจกอย่าง โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ (ยกเลิกไปแล้วแต่ยังมีซากอยู่) การก่อสร้างสนามบิน NAIA 3 (เปิดใช้แล้วในที่สุด และฝ้าเพดานถล่มเป็นครั้งที่ 2 แล้ว) และได้แปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และโทรศัพท์ไปเรียบร้อยด้วยแล้ว ในขณะที่พี่ไทยของเราก็ตามมาอย่างใกล้ชิดแม้ภายหลังจากการคอรรัปชั่นอย่างดุเดือด MRT และสุวรรณภูมิของเราจะออกมาดูสวยงามกว่า และการแปรรูปรัฐวิสากิจยังไม่สุดโต่งเท่าก็ตาม ที่พูดมานี่อยากจะบอกว่า อย่าเพิ่งไปโห่เค้าอย่างเดียว แต่อยากให้คนไทยมองฟป. เยอะๆ แล้วดูให้เป็น “เยี่ยง” วันนึงเราจะได้ไม่มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่สร้างไม่เสร็จไว้ดูให้เจ็บใจ
อีกด้านหนึ่งของเหรียญเปโซที่อยากให้มอง คือ ของดีของเรา อย่างที่น้องซินว่า ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ปท. ไหนมี surplus อะไรก็ส่งออกสินค้านั้น ฟป. เค้าส่งออกแรงงาน (ชั้นต่ำ) หันกลับมามองปทท. แต่ไหนแต่ไรมาเราก็ส่งออกข้าวและสินค้ากษ. รู้ป่าวว่าเมื่อซัก 20 ปีก่อนฟป. ก็เป็นผู้ส่งออกข้าวเหมือนเรานี่แหละ แต่ตอนนี้เค้าเป็นปท. ผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก! สาเหตุน่ะเหรอ…มีมากมาย ทั้งจำนวนปชก. ที่เพิ่มขึ้น ความล้มเหลวของการบริหารจัดการทรัพยากรเกษตร ระบบสาธารณูปโภคที่ล้าหลัง และที่น่าสนใจ คือ การแปรผันตัวเองเป็นผู้ผลิตสินค้าทุติยภูมิของประเทศพัฒนาแล้วเพื่อหลอกตัวเองว่า ซักวันหนึ่งเราจะโตเป็นห่านจ่าฝูง
“เมืองไทยใหญ่อุดม ดินดีสมเป็นนาสวน…” เชื่อว่าน้องซินคงเคยได้ยินเพลงนี้อยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นเคยฮัมตามวิทยุตอนเด็กๆ เหมือนพี่เพราะอาจจะเกิดไม่ทัน (แหะๆ) เพลงปลุกระดมความนิยมชาติในยุคที่ชนชั้นปกครองของไทยยังมีความพยายามต่อสู้กับความคุกคามของอิทธิพลตะวันตกต่อวัฒนธรรมการบริโภคและสังคมของไทยนั้นไม่ได้มาจากสุญญากาศแต่อย่างใด แต่มาจากจุดแข็งของประเทศไทยที่คนไทยหลายคนมองข้ามไปเพราะความเคยชิน ไม่เชื่อลองคิดดู ในขณะที่จำนวนคนขาดสารอาหาร น้ำดื่ม และอดตายทั่วโลก มีนับล้าน แต่เราไม่เคยได้ยินข่าวว่าคนไทยอดตาย อย่างมากก็โดนพ่อแม่ขู่ให้กินเกลือสมุทรเพราะกลัวลูกจะขาดไอโอดีนและเป็นโรคเอ๋อ …นั่นเป็นเพราะประเทศไทยของเรานี้แสนอุดมสมบรูณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวอย่างที่เค้าว่าจริงๆ ไง ฟป. ก็เคยมีวันนั้นนะ…แต่วันนี้ของฟป. น่ะเปลี่ยนไปแล้ว…คนไทยดูไว้เป็นเยี่ยงอย่าง แม้วันนี้ระดับกรพัฒนาของเรากับฟป. อาจจะดูเหมือนห่างไกล แต่อย่าให้ฟป. เป็นภาพอนาคตของเราเลย
ขอบคุณน้องซินสำหรับบทความนะจ๊ะ…อ่านแล้วให้ความรู้สึกดีๆ เหมือนเวลาที่กลับไปปท. ไทยทุกครั้งก็จะรู้สึกว่า โชคดีเหลือเกินที่เกิดมาเป็นคนไทย ยังงั๊ย…ยังไงก็ไม่อดตาย ว่างๆ จะร่างโครงการเสนอให้คนฟป. ไปดูงานเอ็มเค ฟูจิ เซเว่น และชายสี่หมี่เกี๊ยวหน้าปากซอย 555
ขอแก้ไข ผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุด เป็น ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุด ค่ะ
ขอบคุณพี่นุกสำหรับคอมเมนท์ด้วยค่ะ
เห็นฟิลิปปินส์แล้วก็แอบกลัวเหมือนกัน ว่าจะเป็นภาพในอนาคตของไทยเรา เกือบไปหลายอย่างแล้ว…ไม่รู้จะยังรอดได้อีกนานไหม เหอๆ