ตั้งชื่อไว้เท่ ๆ … ออกจะเท่เกินไปด้วยซ้ำ เพราะเอนทรี่นี้ไม่มีอะไรมากไปกว่า การรำลึกความหลัง 2 ปีกว่า ๆ ที่แล้วที่จากมอสโกไป และชีวิต 3 วันที่ได้กลัยไปดูเมืองนี้อีกครั้ง

สำหรับคนที่ยังไม่รู้… ฉันเคยใช้ชีวิตนักศึกษา 7 ปีในมอสโก เรียนจบเมื่อสองปีกว่า ๆ ที่แล้ว กลับเมืองไทย ทำงานราชการใช้ทุนอยู่ และคงจะใช้ต่อไปอีกเกือบ 12 ปี (อาเมน)

425 วัน จริง ๆ ก็ไม่แน่ใจเท่าไร แค่ตอนที่กำลังจะจรดนิ้วกับคีย์บอร์ดเกิดนึกถึงหนังเรื่อง 28 Days Later ขึ้นมาได้ เลยหยิบปฏิทิน+พาสปอร์ตมาบวกลบเลขดู คิดสะระตะแล้วมันได้ 425วัน ซึ่งด้วยความโง่เลขของฉันคงมีความผิดพลาดประมาณ +/-20 แต่ช่างมัน ไม่ได้สำคัญอะไร

โอเค เข้าเรื่อง ทริปมอสโกหนนี้ไปด้วยงานโดยแท้ ไม่ได้หวังอะไรมาก แค่อยากไปดู ไปสูดกลิ่น ไปฟังภาษารัสเซียที่ฉันรัก (ย้ำ ภาษาเท่านั้น) และถ้าดวงดีพอ ก็ว่าจะไปซื้อหนังสือภาษารัสเซียติดมือมาอ่านสักเล่ม (ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ เพราะเวลาไม่พอ)

 

Moscow 027

ท้องถนนที่คลาคล่ำไปด้วยรถในกลางกรุงมอสโก

 

ลงจากเครื่องบินตอนประมาณแปดโมงเช้าของวันพุธ มอสโกกับฉันอาจจะคล้ายคนรักเก่าที่ร้างรากันไปละมั้ง ฉันพยายามใจแข็ง ปากบ่นว่าเกลียดมัน เบื่อมัน ไม่เคยรักมัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า ช่วงเวลาที่เครื่องบินเริ่มลดระดับเพื่อแตะพื้นสนามบิน Domodedovo นั้น ฉันอดที่จะตื่นเต้นกับทิวทัศน์เบื้องล่างไม่ได้ ฟ้าใส มอสโกในปลายเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาแห่งการร่ำลากับฤดูใบไม้ร่วง อากาศดีระยะสุดท้าย ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเดือนตุลาคมที่ฝนตกบ่อยและอากาศหนาวขึ้น

เครื่องบินของ Qatar Airways ถึงเร็วกว่ากำหนด 30 นาทีกว่า ๆ และ ตม. เจ้าเก่า ไม้เบื่อไม้เบาของฉัน ก็ยังทำงานอย่างขยันขันแข็งเช่นเดิม เคาน์เตอร์ ตม. ที่เรียงรายกันกว่า 10 ช่องเปิดบริการแค่ช่องเดียว แต่คราวนี้ฉันมามาดใหม่แล้วย่ะ เดินปราด ควักพาสปอร์ตแดงขึ้นมาเจรจาหาช่องด่วน (ลัดคิว) ทันที อ้าว ไม่ได้ทำเบ่งนะ แต่เป็นหน้าที่ของเลขาฯ คณะ (หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “เบ๊”) ที่ต้องอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้านายของตน ซึ่งก็ได้รับการสนองอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ โอเคๆ ไม่เสียหลาย ๆ

พี่จากสถานทูตมารอรับแต่เช้า ออกมาข้างนอกเจอกับอากาศเย็นสบาย อา….. คิดถึงจัง เออ ยอมรับก็ได้วะ คิดถึงแกว่ะ มอสโก

จากสนามบิน Domodedovo เข้าเมืองในเวลา rush hours เช่นนี้ ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ฉันเลยได้นั่งดูวิวริมทาง (ซึ่งจริง ๆ ก็มีแต่รถ รถ และรถ) จนเต็มอิ่ม ข้อสังเกตอย่างแรกเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของมอสโก คือ รถดูใหม่ขึ้น มีสกุลรุนชาติยิ่งขึ้น จากเดิมตอนที่ฉันอยู่ รถในท้องถนนกรุงมอสโก 70% เป็นรถรัสเซีย อาทิ Lada Volga รวมถึงยี่ห้อแปลก ๆ อย่าง Skoda (เช็ค) ฯลฯ ณ บัดนาว ถนนมอสโกโดนรถญี่ปุ่นเหยี่ยบย่ำมากขึ้น สภาพรถพอจะพาไปวัดตอนสาย ๆ ได้ จากเดิมที่โส (โครก) ทั้งคัน…ยกเว้นที่เปิดประตู

และเมื่อเข้าสู่ตัวเมือง ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไร (ก็แหงละ แค่สองปีกว่านะยะ) แต่ฉันกลับรู้สึกถึงกลิ่นอายของทุนนิยมที่เพิ่มขึ้น มอสโกไม่ใช่เมืองเห่ย ๆ ครึ ๆ อย่างตอนที่ฉันเพิ่งย่างกรายเข้ามาเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วอีกต่อไป

เข้าพักที่โรงแรม Kempinski Baltschug ซึ่งเป็นโรงแรม 5 ดาวริมแม่น้ำมัสควา (Moskva) ซึ่งตรงข้ามแม่น้ำเป็นวิหารเซนต์บาซิล (โบสถ์ทรงหัวหอมหลากสี) พระราชวังเครมลิน และจตุรัสแดง ทำเลทองของกรุงมอสโกเชียวล่ะ

 

Moscow 043

ตึกหน้าตาบ้าน ๆ นี่แหละ คือโรงแรม 5 ดาวอันดับต้น ๆ ของมอสโก

 

มาถึงโรงแรมฉันก็ทำหน้าที่เบ๊สารพัดประโยชน์อย่างไม่ย่อท้อ จนแทบไม่ได้คิดอะไรเรื่อยเปื่อย นี่เป็นทริปแรกที่ฉันเดินทางด้วยเหตุผลทางราชการเลยกล้า ๆ กลัว ๆ + เก้ ๆ กัง ๆ พอสมควร อาจจะโชคดีที่มอสโกเป็นที่หมายแรกในหน้าที่การงานของฉัน เพราะฉันเคยคุ้นกับมันอยู่แล้ว ไม่มีอุปสรรคทางภาษา… ตรงกันข้าม ฉันมั่นใจเวลาพูดภาษารัสเซียมากกว่าภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ

ขอเว้นช่วงเวลาที่ทำงานไปละกันนะ เอาเป็นว่า งานก็ผ่านพ้นไป ตอนเย็นมีการกินเลี้ยง 1 มื้อ อาหารจอร์เจี้ยนอร่อยหลาย เสียดายว่า ด้วยความเครียดสะสมจากงานหรือเหนื่อยเกินไม่ทราบ กินไม่ค่อยจะลง ทั้งชาร์ชลึก ฮาร์ชาปูรี แสนจะอร่อย แต่ก็ไม่สามารถสวาปามได้ดั่งใจ แถมยังลืมถ่ายรูปอาหารเก็บไว้ในคอลเล็คชั่น (ที่ฉันเพียรสะสมมาหลายปี) อย่างน่าเสียดาย ไม่เป็นไร เดี๋ยวได้ไปอีกค่อยถ่ายแก้ตัวละกัน

ตัดกลับมาที่ช่วงเช้าของวันสุดท้าย คืนก่อนหน้าฉันวางแผนไว้ว่าจะตื่นสัก 6 โมงครึ่ง เพื่อแว่บไปร้านหนังสือ โฉบเอาหนังสือมาสักเล่มสองเล่มให้หายคิดถึง และเช้าวันสุดท้ายในมอสโก ฉันก็ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ 6 โมงนิด ๆ เร็วกว่านาฬิกาปลุกด้วยซ้ำ สภาพนี่ทรุดโทรมมาก แต่ก็เพียรบอกตัวเองว่า ไม่ได้มาบ่อย ๆ นะเฟ้ย ทนสักเช้าวันนึงมันจะอะไรนักหนา ว่าแล้วก็ลุกขึ้นมาได้

แต่สำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง การตื่นเช้าไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะคุณเธอยังต้องอาบน้ำ ประทินผิว โบ๊ะหน้า ปะแป้ง แต่งตัว หลังจากนั้นคุณเธอ…ในฐานะเบ๊ของคณะ…ยังต้องนั่งเก็บของเตรียมเดินทางกลับ สรุปยอดเงิน รวมรวมใบเสร็จ เช็คเอาท์กับโรงแรม ฯลฯ และเมื่อคุณเธอนวยนาดไปรับประทานอาหารเช้า และคุณเธอเจอกับคณะย่อยอีกกลุ่มที่มาด้วยกัน ก็ต้องจัดการกับเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อยอีก

ดังนั้น เมื่อคุณเธอ หรือ เบ๊ นั่งลงกินข้าวเช้าได้ ก็ปาเข้าไป 8 โมงแล้ว คุณเบ๊เลยเกิดอาการทอดถอนใจ เออวะ หนังสือซื้อไปก็ไม่มีเวลาอ่านหรอก ไอ้สิบยี่สิบเล่มทั้งหลายที่หอบหิ้วมาตั้งแต่สองปีกว่า หล่อนอ่านไปได้กี่หน้ากันเชียวยะ อย่ากระนั้นเลย นั่งลงปล่อยอารมณ์เรื่อยเปื่อย แล้วเพลิดเพลินกับอาหารมื้อสุดท้ายของหล่อนไปเถอะย่ะ

 

Moscow 034

The Last Breakfast ธรรมดา ๆ แต่อุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร

 

ถึงเวลาบนโต๊ะอาหารเช้าครั้งนี้จะเพียงสั้น ๆ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทริปนี้เลยก็ว่าได้ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเดินทางที่ฉันได้อยู่กับตัวเอง Me, myself and … อาหารเช้า..มั้ง มองจากหน้าต่างห้องอาหารของโรงแรม เห็นวิหารเซนต์เบซิลราง ๆ อากาศเช้านี้ไม่สดใสเท่าใดนัก ครึ้ม ๆ เล็กน้อย ตรงใจเป็นที่สุด

คิดถึงงานที่เพิ่งผ่านไป คิดถึงสิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อ รายงานผล เคลียร์เงิน ฯลฯ โอเค พอแล้วสำหรับงาน ทีนี้ มานึกถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตบ้าง 7 ปีในมอสโกส่งผลอย่างไรต่อตัวฉัน สองปีกว่า ๆ ที่เรียนจบ ทำงาน เกิดอะไรขึ้นบ้าง และฉันควรจะทำอย่างไรต่อไป ก็ไม่เชิงว่าได้รับคำตอบอะไรแน่นอน เพียงแต่มันสงบดี ไม่รู้สิ ฉันก็แค่ยักไหล่ แล้วมีชีวิตต่อไปให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามมีสติให้มากขึ้น และไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว

คงจะพอแล้ว ว่าแล้วก็เคี้ยวตุ้ย ๆ ต่อ

 

Moscow 038

วิหารเซนต์บาซิล จากหน้าต่างห้องอาหารในโรงแรม

 

หลังจากนั้น ฉันก็กลับสู่โหมด “เบ๊” อีกครั้ง คณะของเรามีเวลาช่วงเช้าก่อนจะต้องไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับ เลยพาเจ้านายทั้งหลายข้ามสะพานจากโรงแรมไปเบิ่งจตุรัสแดง ซึ่งเป็นทัวร์แบบแพ็คเกจ ต้องได้เบิ่งทุกที่ไม่ว่าจะอยากไม่อยากก็ตาม ได้แก่ จตุรัสแดง (ซึ่งคนที่ดูบ่อย ๆ ก็ไม่ค่อยรู้สึกตระการตาเท่าไรหรอก) วิหารเซนต์เบซิล (ซึ่งดูจากข้างนอกสวยกว่าข้างใน) พระราชวังเครมลิน (เฉพาะจากด้านนอกเท่านั้น อยากเข้าไป โน่น ไปต่อคิวซื้อตั๋วเลย) ห้างสรรพสินค้า GUM หรือที่มาจากชื่อเต็มว่า State Universal Magazin  (ได้แต่เดินดูน่ะ ซื้อไม่ลงหรอก แพง!) และที่ตั้งศพสต๊าฟของเลนิน (เห็นแต่ข้างนอกนะ ข้างในไม่ได้เปิดกันทุกวัน) ซึ่ง 5 อย่างนี้ คุณดูได้ด้วยเวลาตั้งแต่ 1 ชั่วโมง (ชะโงกทัวร์) จนถึง 1 วัน (ถ้าเข้าไปข้างใน) และสำหรับคนที่อยู่มอสโกเกิน 2 ปีขึ้นไป ส่วนมากก็เดินกันจนจำได้ขึ้นใจแล้ว โดยเฉพาะคนที่รับจ๊อบพิเศษพาทัวร์เที่ยว โฮ้ยยยย ดูจนฝันร้ายเลยมั้งนั่น

สำหรับฉันยังไม่ถึงกับเอียนกับแพ็คเกจทัวร์นี้เท่าไร อากาศเย็น ๆ เดินสบาย ๆ แค่คอยดูแลเจ้านายไม่ให้แตกแถวกันไปไกล เจออะไรพอจะรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยก็เล่าให้ฟังพอเป็นน้ำจิ้ม ส่วนมากก็จะประมาณ

“อ่ะค่า รูปปั้นนี้นะคะ เป็นรูปปั้นของเจ้าชาย… (ละชื่อไว้ จำไม่ได้) กับนาย…. (ชำเลืองไปเจอชื่อบนฐานพอดี รอดละตู) สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเอาชนะสงคราม…. อะไรสักสงครามอ่ะค่ะ หนูก็จำไม่ได้ค่า ในปี …. (อันนี้มีบอกที่ฐานรูปปั้นฮ่ะ สบาย) ค่า”

“ส่วนวิหารเซนต์บาซิลนี่นะค้า สร้างขึ้นในโอกาสที่อาณาจักรรุสก์ มีชัยชนะในสงคราม … (ละไว้ จำไม่ได้) ค่า สถาปัตยกรรมมีกลิ่นอายของแขกผสมค่า จะเห็นจากรูปทรงหัวหอมที่โด่งดังนะค๊า แล้วยังมีตำนานเล่ากันด้วยว่า บุคคลที่สร้างวิหารนี้ขึ้นมา (จำไม่ได้หรอกว่าชื่ออะไร มาจากไหน) พอสร้างเสร็จก็โดนพระเจ้าอีวานจอมโหด หรือ Ivan the Terrible (ตานี่จำแม่น เพราะชื่อมันพิลึก) ทำให้ตาบอดค่า เพราะกลัวจะสร้างอะไรที่มันสวยกว่าค่า”

ก็ไกด์มือสมัครเล่นอ่ะนะ สอบประวัติศาสตร์ได้ A ก็จริง แต่ความจำสั้น สอบเสร็จก็คืนครูบาอาจารย์ไปหลายอยู่

 

วิหารเซนต์บาซิล คู่กับป้อมริมของกำแพงของเครมลิน เป็นมุมที่โหลน้อยหน่อยเลยยอมกดชัตเตอร์

วิหารเซนต์บาซิล คู่กับป้อมริมของกำแพงของเครมลิน เป็นมุมที่โหลน้อยหน่อยเลยยอมกดชัตเตอร์

 

เจ้านายอิฉันไม่เคยมามอสโกกันทั้งสองคน เลยตื่นตาตื่นใจ ชักรูปกันสนุกสนาน ส่วนอิฉันเองนั่งหาวหวอด ๆ อ่ะ ล้อเล่น ก็เดินดูอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ เพลินไปอีกแบบ เช้าแบบนี้ก็เริ่มมีคนมาเดินกันพอสมควรอยู่ ส่วนมาเป็นคนรัสเซียที่มาจากเมืองอื่นที่คงเป็นนักท่องเที่ยวเช่นกัน อย่าลืมว่า รัสเซียเป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก คิดง่าย ๆ จากเมืองวลาดิวอสต็อกที่อยู่ทางตะวันออกไกล ใกล้กับญี่ปุ่น บินมามอสโกใช้เวลากว่า 9 ชั่วโมง พอ ๆ กับเส้นทางมอสโก-กรุงเทพฯ ดังนั้น จึงมีคนรัสเซียอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เคยมามอสโก

เมื่อเจ้านายเริ่มเอ้อระเหย อิฉันก็สวมวิญญาณไกด์จำเป็น ค่อยเร่งให้ไปต่อ ไม่ยังงั้นเราจะเดินชมเครมลินกันไม่ทัน แต่พอไปถึงหน้าช่องขายตั๋วเข้าเครมลิน เวลาก็ล่วงเลยไป 10 โมงครึ่งกว่า ๆ แล้ว คิวรอซื้อตั๋วก็ยาว คิวรอเข้าไปชมก็ยาว ข้างในก็มีอะไรให้ดูเยอะแยะตาแป๊ะก่าย คณะจึงได้ข้อสรุปว่า “ไม่ต้องดู เบิ่งมันด้านนอก พอ!” ว่าแล้วก็เดินกลับไปดูร้านขายของที่ระลึกกันดีกว่า ชะเอิงเอย

 

จตุรัสแดงในมุมเหงา ๆ (หรือว่าโหด ๆ หว่า??)

จตุรัสแดงในมุมเหงา ๆ (หรือว่าโหด ๆ หว่า??)

 

ได้จับจ่ายให้กระเป๋ามันเบาลงหน่อยแล้ว ก็ถึงฤกษ์ของ GUM ซึ่งฉันเก็บเอาไว้เป็นที่สุดท้าย จะได้เดินตัดผ่านห้างยาวไปออกตรงทางออกด้านใกล้ ๆ กับสะพาน เพื่อเดินกลับโรงแรม ไอ้ห้างกูมเนี่ย มองเผิน ๆ ครั้งแรกมันก็โอ่อ่าดีหรอก แต่สำหรับคนที่เคยใช้ชีวิตที่นี่แล้ว มันเป็นห้างที่ไร้ประโยชน์มาก เพราะของราคาสูงลิบลิ่ว มีไว้ให้พวก Oligarchy หรือเศรษฐีใหม่รัสเซีย ที่รวยล้นฟ้าจนไม่รู้จะใช้เงินยังไง ได้จับจ่ายใช้สอยเท่านั้นแหละ อยู่รัสเซียมาหลายปี ฉันเคยซื้อของที่นี่ไม่เกิน 3 ครั้ง (ถ้าไม่นับของกิน เพราะชั้นบนมี fast food อยู่ มานั่งกินเล่นให้อารมณ์ไฮโซแบบประหยัดดี) แต่ที่ฉันชอบเกี่ยวกับห้างกูม ก็คือนิทรรศการชั่วคราวทั้งหลายที่ผลัดเปลี่ยนกันตลอดเวลา ยิ่งช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่ จะมีต้นคริสต์มาสใหญ่ใจกลางห้าง ทางเดินตกแต่งตุ๊กตา ต้นไม้ ฯลฯ น่ารัก ๆ เหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง

เจ้านายเบิ่งห้างกูมแล้วก็ชื่นชมในความงามกันเจ้าค่ะ มีบันไตเลื่อน มีร้านไฮโซ ๆ เยอะแยะ ฉันเลยสวมบทไกด์เถื่อน เล่าอดีตของห้างกูมที่แต่ก่อนเก่า ๆ ทึม ๆ ของก็ไม่ค่อยจะมีอะไรเท่าไรขาย จนบูรณะปรับปรุงเสียสวยงามอย่างทุกวันนี้ เวลามีจำกัดจึงเดินชมเฉพาะชั้นแรก หลังจากนั้นก็เดินกลับโรงแรมเตรียมตัวเดินทางกลับเมืองไทยกัน

 

ตอนที่ไปมีการจัดแสดงเสื้อผ้าเด็กจากดีไซน์เนอร์ชื่อดัง น่ารักมาก

ตอนที่ไปมีการจัดแสดงเสื้อผ้าเด็กจากดีไซน์เนอร์ชื่อดัง น่ารักมาก

 

อากาศเริ่มครึ้มขึ้นจนคล้ายว่าฝนจะตก ขึ้นรถเตรียมไปสนามบิน ฉันมองถนนรถราติดขัด ตาจะหลับมิหลับแหล่ แต่โดยที่นั่งคู่กับคนขับชาวรัสเซียที่ช่างพูด เลยคุยกันมาตลอดทาง ฉันชอบคุยกับผู้คนในมอสโกนะ รัสเซียจะจนหรือตกต่ำสักเท่าใด สิ่งที่ยังมีคุณภาพก็ชื่อประชากร ซึ่งอ่านออกเขียนได้ร้อยละ 99 และไม่ใช่แค่นั้น คนรัสเซียจำนวนมากยังรักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ ถ้าได้ลงรถไฟใต้ดินจะเห็นว่า บางคนแก่จนใส่แว่นหนาเตอะ บางคนยืนโหนรถ บางคนขึ้นมานั่งแค่ 2-3 ป้าย แต่ก็ยังกางหนังสืออ่านอย่างไม่ย่อท้อ และที่ฉันชื่นชมคนที่นี่อีกอย่าง คือช่างติดตามข่าว และพูดจากันรู้เรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดทริปนี้ฉันแทบไม่มีเวลาทำอะไร ได้อัพเดตข้อมูลข่าวสารก็จากอีตาคนขับรถนี่แหละ ประมาณว่า ตอนนี้มอสโกมีประชากรเท่าไร ภาษีรถยนต์เท่าไรแล้ว ทำไมรถญี่ปุ่นถึงมาแรง ฯลฯ และที่สำคัญ ได้ใช้ภาษารัสเซียที่ฉันรักน่ะสิ

แต่ตลกตาคนขับ มาถามว่า คณะของเราจะเดินทางกลับโดยเครื่องบินส่วนตัวหรือเปล่า น่านนนน สมกับโครงการที่เราเดินทางมาเลย

ก็…. “โครงการส่งเสริมและฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศ” …ไง

แหม ฉันน่าจะอำตานี่ต่อนะ ประมาณว่า “เดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัวฮ่ะ ไปราชการต่อที่อัลมาตีนะฮ้า แล้วก็ทัชเคนท์ ดูชานเบ เข้าไปอิสลามาบัด จบที่ย่างกุ้งน่ะฮ่ะ”

แต่ก็ได้แต่ทำหน้าแหะๆ แล้วก็บอกว่า “ฉันขึ้นเครื่องบินพาณิชย์กลับประเทศน่ะเธอ”

 

รอขึ้นเครื่องที่สนามบิน Domodedovo

รอขึ้นเครื่องที่สนามบิน Domodedovo

ส่งท้าย
จริง ๆ ไม่รู้จะเขียนอะไร แต่ก็รู้สึกว่าควรจะเขียนอะไรสรุปเกี่ยวกับทริปนี้เสียหน่อย
ก็…. เป็นทริปธรรมดา ๆ ทริปหนึ่ง ไปทำงาน และเวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการทำงาน แทบไม่มีเวลาส่วนตัว
เป็นทริปที่ทำให้ได้กลับมาเหยียบมอสโกอีกครั้ง จากที่เหยียบย่ำไปมาจนเบื่อขี้หน้ากันจะตายอยู่แล้ว
เป็นการเดินทางไกลในระยะเวลาสั้น ๆ ที่มีเวลาถ่ายรูปเพียงแต่ในสนามบิน และอย่างอื่นหร็อมแหร็ม
เป็นการกลับมาที่เก่า ที่ที่เหมือนกับบ้านหลังที่สอง
ก็คงมีเท่านี้ ไม่สามารถเขียนวิจารณ์มอสโกได้มากกว่านี้ และคงไม่สามารถเขียนสารคดีท่องเที่ยวเกี่ยวกับมอสโกได้
เพราะมอสโก เหมือนญาติที่โตมาด้วยกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ไม่สั้น แต่ก็ไม่นานมาก
อย่างไรก็ดี นานพอที่จะทำให้เส้นแบ่งและการประเมินเลือนราง
เหมือนที่คุณไม่สามารถบอกได้ว่า พี่สาวของคุณสวยหรือไม่ เพราะคุณเห็นหน้ามันทุกวันจนเบื่อ (ต่อให้คนทั่วโรงเรียนจะบอกว่าพี่คุณสวยก็เหอะ)
ฉันใดก็ฉันนั้น ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ
แต่ เวลาที่ใครมาด่าว่าพี่สาวคุณ คุณจะโกรธ (แม้ว่าเมื่อวานคุณจะเพิ่งทะเลาะกับมัน)
และเวลาที่ไม่เจอกันนาน ๆ คุณก็อดจะคิดถึงมันไม่ได้ (ถึงแม้มันจะนิสัยเสีย ไม่น่าคบ)
ประมาณนี้ละมั้ง
ภาพสุดท้ายในรัสเซีย นั่งดูจากหน้าต่างเครื่องบินแล้วแอบเหงา

ภาพสุดท้ายในรัสเซีย นั่งดูจากหน้าต่างเครื่องบินแล้วแอบเหงา

 



2 Responses to “425 days later (Moscow Nostalgia)”  

  1. เซนต์บาซิลสวยจัง :)
    สารคดีท่องเที่ยวหาอ่านที่ไหนก็ได้ แต่ความรู้สึกของคนที่อยู่มานานแบบนี้หาอ่านได้ยาก ยิ่งเป็นรัสเซียนี่ยิ่งแทบไม่ค่อยเห็น รู้สึกได้มุมมองแปลกใหม่ดีค่ะ

  2. จริงอย่างที่พี่ซินเขียนสรุปเลยค่ะ เวลาไม่ได้เจอนาน ๆ ก็อดคิดถึงไม่ได้เนาะคะ :D


Leave a Reply