Postcard from Heaven
.
.
A postcard’s journey
หนึ่งในพฤติกรรมน่ารักน่าหยิกของนักท่องเที่ยว รวมถึงฉันเอง คือการส่งโปสการ์ดหาตัวเอง สาเหตุไม่ใช่เพราะสังคมรังเกียจจนหาคนรับไม่ได้แต่ประการใด แต่เพราะฉันเป็นคนขี้หลงขี้ลืม เลยต้องหาอะไรประกันความจำไว้ ไม่ว่าจะด้วยการถ่ายรูปดะ เก็บภาพป้ายสถานที่ไว้เตือนใจ รวมถึงการส่งโปสการ์ดบันทึกความรู้สึกในขณะนั้น
สำหรับฉัน เมื่อโปสการ์ดกลับมาหาเราอีกครั้งที่บ้าน ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปว่าจะเป็นรูปอะไร เขียนว่าอะไร สมบูรณ์หรือยับเยินเพียงใด คิดดูก็แอบโรแมนติคนะเนี่ย เป็นการจากกันเพื่อกลับมาเจอกันอีกครั้ง…ที่บ้านของเราเอง
โปสการ์ดแผ่นล่าสุดเดินทางมาจากเมือง Darjeeling ในแคว้นเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ถึงประเทศไทยคล้อยหลังตัวคนส่งกว่าสัปดาห์ ด้านหน้าเป็นภาพของยอดเขา Kangchenjunga สองรูป รูปบนถ่ายจาก Darjeeling ส่วนรูปล่างจาก Sandakphu (ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ตรงไหน)
.
.
.
Darjeeling, a.k.a. heaven?
ชื่อเมือง Darjeeling มาจากภาษาทิเบต แปลว่า เมืองแห่งสายฟ้า ขณะที่บางคนขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งขุนเขา นักเลงชาคงรู้จักเมืองนี้ดีในฐานะแหล่งผลิตชาชั้นดีของโลก
มีคนบอกเปรียบ Darjeeling เป็นสวรรค์ ฉันว่าอาจจะเวอร์ไปนิดนึง เอาเป็นว่า Darjeeling เป็นเมืองที่อยู่ใกล้สวรรค์ด้วยความสูงกว่า 2,000 เมตร (ถ้าสวรรค์อยู่บนฟ้าอ่ะนะ) สวยงามด้วยทิวทัศน์ที่ทำให้เราก้าวออกมาแล้วรู้สึกว่าตัวเองถูกรายล้อมไปด้วยภูเขาแมกไม้ แม้สองเท้าของเราจะยังแตะดินอยู่ก็ตาม ที่สำคัญ รอยยิ้มและความเป็นมิตรของชาวดาร์จีลิ่ง (ยิ่งถ้าเปรียบกับคนอินเดียทั่วไปแล้วละก็) สามารถทำให้หัวใจของคุณอบอุ่นขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย
สวรรค์แห่งนี้ยังคงมีสภาพวุ่นวายด้วยถนนกว้างเลนกว่า ๆ ที่เต็มไปด้วยการจราจรที่สับสน บางครั้งเราต้องจอดรถข้างทางเพื่อให้รถอีกฝั่งวิ่งสวนไปก่อน ไม่งั้นก็จะไม่มีใครไปได้ รถวิ่งตามกฎที่ปฏิบัติกันทั่วไปในอินเดีย คือ ไม่ใช้กระจกมองหลังและข้าง แต่ใช้การกดแตรให้สัญญาณแทน แต่มีอะไรพิเศษกว่าที่อื่นหน่อยตรงถนนขึ้นลงเขาชะเวิกชะวาก พลาดเมื่อไรสามารถดิ่งรถลงไปจูบปฐพีหลายสิบหรือร้อยเมตรตามแต่สถานที่จะอำนวย
.
.
ทั้งหมดนี้อาจจะฟังดูแย่ในแวบแรก แต่พอนั่งไปนานๆ ก็จะเฉย ๆ ชิน ๆ เพราะแม้จะมีอันตรายมากมายบนท้องถนน แต่ด้วยทางชัน แคบ และขรุขระในบางตอน ทำให้รถราต้องจำกัดความเร็วไปโดยปริยาย คิดง่าย ๆ ทางจากสถานีรถไฟ New Jalpaiguri หรือ Siliguri (สถานีใหญ่ที่ใกล้ Darjeeling ที่สุด) ไปถึง Darjeeling ระยะทางเพียงเกือบ 100 กิโลเมตร ใช้เวลาวิ่งรถ 3 ชั่วโมงกว่า ๆ
การกดแตรรัวแบบไม่เลือกที่อาจจะทำให้คุณหงุดหงิดได้ในช่วงเริ่มต้น แต่ไม่นานคุณจะชินและเห็นความจำเป็นของมัน ในบางที่ถนนแคบและเป็นโค้งหักศอก หากไม่บีบแตรก็จะไม่รู้ว่ากำลังมีรถสวนมา (บนทางที่แล่นสวนกันไม่ค่อยจะได้ด้วย) ที่สำคัญ การบีบแตรไม่ได้แปลว่าด่ากันเหมือนประเทศเรา ส่วนมากเป็นการให้สัญญาณ หลายครั้งที่คนขับรถหันไปยิ้มให้คนเดินถนนที่เขารู้จัก คนขายของข้างทาง หรือยิ้มให้คนขับรถด้วยกันเองอย่างแจ่มใส เมื่อผสานกับอากาศหนาวเย็นและธรรมชาติอันสวยงาม ทำเอาฉันพอจะเข้าใจคนที่เปรียบเมืองนี้เป็นสวรรค์ขึ้นมารำไร
.
.
.
Reality bites, even in ‘heaven’
สวรรค์แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงด้านที่สนุกสนาม แต่ยังมีมุมเศร้าแห่งหนึ่งที่ศูนย์ช่วยเหลือชาวธิเบตอพยพ ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1959 เพื่อรองรับชาวธิเบตที่อพยพหนีภัยคุกคามจากจีน ให้มีอาชีพทำกินและยังชีพด้วยตนเองได้ ภายในนอกจากศูนย์หัตถกรรมต่าง ๆ แล้ว ยังมีศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้า โรงเรียน พิพิธภัณฑ์รูปภาพประวัติศาสตร์ และร้านขายของที่ระลึก
ศูนย์นี้เป็นหนึ่งในโปรแกรมเที่ยวมาตรฐานของ Darjeeling ซึ่งในตอนแรกฉันไม่ค่อยอยากจะแวะไปเท่าใดนัก ไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไร แค่ไม่ชอบการเข้าไปดูคนชาติพันธุ์อื่นใช้ชีวิตราวกับไปสวนสัตว์ มันทำให้เศร้าใจพิกล และพอเข้าไปเห็นก็เศร้าจริง ๆ ไม่ใช่ว่าแย่อะไรนะ แต่มันเกิด contrast ระหว่างความรุ่งเรืองสุด ๆ ของจีนในปัจจุบัน กับการใช้อำนาจข่มขู่แย่งดินแดนคนอื่นน่ะ
หาข้อมูลในกูเกิ้ลแล้วเจอเว็บนึงที่มีรูปถ่ายงาม ๆ ของศูนย์นี้ ลองไปดูได้ กดตรงนี้
.
.
.
รถไฟ (สูงเสียด) ฟ้า มาหานะเธอ
เราเริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้ด้วยรถไฟจากเมืองกัลกัตตา ผ่านพื้นที่ราบ ทุ้งกว้าง แม่น้ำ และอื่น ๆ อีกมากมาย สูงขึ้น สูงขึ้น มาถึงสถานี New Jalpaiguri และยังคงไต่ขึ้นไปด้วยรถจี๊ป จนมาถึงสวรรค์แห่งนี้
Darjeeling เป็นเมืองที่เติบโตขึ้นหลังจากชาวอังกฤษ เจ้าอาณานิคมเก่าของอินเดีย ได้มาค้นพบและใช้เป็นแหล่งปลูกชา หลังจากนั้น ยังกลายเป็นที่พักตากอากาศสำหรับชนชั้นสูงของอินเดียเรื่อยมา จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการสร้างทางรถไฟขึ้นมาบนนี้มาตั้งแต่ปี 1881 รถไฟสายนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Darjeeling Himalayan Railway หรือชื่อเล่นว่า Toy Train ได้กลายเป็นมรดกโลกของ UNESCO และยังคงเปิดให้บริการถึงปัจจุบัน
.
.
ไม่น่าแปลกใจอีกเช่นกันที่ Toy Train จะกลายเป็นโปรแกรมมาตรฐานของนักท่องเที่ยว โดยเขามีเที่ยวพิเศษระยะสั้นประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศการนั่งรถไฟบนเส้นทางเก่าแก่สายนี้ด้วย นอกจากวิวทิวทัศน์อันสวยงามตระการตาแล้ว สิ่งที่ผู้ได้นั่งจะไม่มีวันลืมเลือนเลย ก็คือควันเขม่าดำปี๋ และภาพชายชาวอินเดียขะมักเขม้นตักถ่านหินลงในเตาเพื่อให้หัวรถจักรเดินหน้าไปทีละเล็กละน้อย
สิ่งที่น่าอัศจรรย์อีกอย่างก็คือรางรถไฟที่ทอดยาวววววววขนานไปกับถนน ซึ่งก็บอกไปแล้วว่าแคบแค่เลนครึ่ง (กว้างกว่าเลนเดียวหน่อย แต่ไม่ถึงสองเลน) และยังแนบชิดกับขอบทางอย่างน่าหวาดเสียว ขนาดที่ว่าแทบจะเกยกับหน้าบ้านคนทั่วไป แต่หากคุณสามารถคุ้นเคยกับถนนที่นี่ได้อย่างที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว พอนั่งรถไฟคุณก็จะชินกับมันได้อีก เพราะมันก็ใช้หลักการเดียวกันน่ะแหละ กล่าวคือ ข้อจำกัดของทางทำให้ไม่มีทางแล่นรถได้เร็วมาก เกิดเหตุฉุกเฉินก็พอจะหยุดได้ทัน
.
.
ที่บรรยายแบบเหน็บกัดนี่ไม่ได้แปลว่าไม่ชอบนะ ชอบมาก เพียงแต่ไม่เท่าที่คิดฝันไว้เท่านั้นเอง (คิดไว้เว่อร์เกินไง) แถมตอนนั่งยังถูกคู่รักอินเดียสวีทวี้ดวิ่วทำให้อารมณ์เสียแบบสุด ๆ เพราะเจ๊ช่างกล้ามาขอแลกที่กับเราเพื่อจะได้นั่งข้างผัวตัวเอง ทำให้เรา (ซึ่งก็ซื่อบื้อไปยอมแลกที่นั่งกับเขา) ต้องนั่งแยกกับเพื่อน แถมที่นั่งห่วยกว่าเดิมอีก โดยอีเจ๊ไม่มีการขอบคุณหรือแสดงความซาบซึ้งใจใด ๆ ทั้งสิ้น ช่างเป็นคนตรง ๆ ไร้จริต (และมารยาท) เสียจริง ดิฉันเลยตอบแทนด้วยการแช่งให้มันเลิกกันไว ๆ ในภายหลัง (ใครเนี่ย เลวจริง โฮะๆๆๆๆ)
.
.
A man’s adventure still continues
การเดินทางของโปสการ์ดใบหนึ่งจบลงเมือถึงที่หมาย แต่การเดินทางของคนคนหนึ่งยังไม่จบลงแค่นั้น
จะเป็นเช่นใดต่อไป ติดตามต่อในตอนหน้า วันนี้ง่วงแล้ว
.
หมายเหตุ – รูปทั้งหมดถ่ายโดยเจ้าของบล็อค และผ่านการตัดแต่งโดยใช้โปรแกรมเพิ่มตามใจเจ้าของบล็อค








No trackbacks yet.