Black Swan: two sides of the coin
หลังจากชีวิตมาถึงจุดผกผันอีกครั้งหนึ่่ง ฉันก็ตั้งใจว่าต่อไปนี้จะใช้เวลากับสรรพสิ่งที่สุนทรีให้มากขึ้น จะไปเที่ยว ฟังคอนเสิร์ต เดินสวนสาธารณะ และเข้าโรงหนังให้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะโรงหนัง จะพยายามไปดูหนังสัปดาห์ละหนึ่งครั้งในวันพุธ เพื่อประหยัดเงินน้อย ๆ ที่มีอยู่
วันนี้ วันพุธ จึงได้บึ่งรถไปชม Black Swan
สภาพตอนดูกำลังเหนื่อยทั้งกายใจ เพิ่งจะเจอเรื่องงี่เง่าไร้สาระที่ก่อกวนใจอย่างยิ่ง จนทำให้มานั่งคิดวกวนว่าตูจะทนทำอาชีพนี้จนเกษียณได้หรือเปล่าหว่า มันก็เป็นงานที่ดี มีศักดิ์ศรี โก้หรู และมีข้อดีอื่น ๆ อีกมากมาย แต่บางสภาวะที่เจอมาและคงจะต้องเจออีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ความไร้จริยธรรมของเพื่อนร่วมอาชีพที่ได้เห็นได้ฟัง ความกดดันจากภาระหน้าที่รับผิดชอบ ความรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ดังใจเวลาประสบกับระบบราชการงี่เง่าไร้สาระ ฯลฯ บางครั้งก็กัดกร่อนจิตใจได้พอสมควร
ฉันแค่กลัวว่า เมื่อฉันทำไปอีกสิบปี จะเกิดภาวะใดภาวะหนึ่งระหว่างการถูกกัดกร่อนจนไม่รู้ว่าจะทนอยู่ไปเพื่ออะไร กับการถูกกัดกร่อนจนด้านชาและกลายสภาพเป็นบุคคลประเภทที่เคยเกลียดกลัว
หากเปรียบให้เห็นภาพก็เหมือนเรื่อง “หมาเน่าลอยน้ำ” ของคุณชาติ กอบจิตติ คุณจะเลือกเป็นอะไรระหว่างหมาเน่ากับอีกา?
——————————————-
.
ขึ้นมาแบบบ่น ๆ เครียด ๆ กันไปแล้ว ก็กลับเข้าสู่ประเด็นที่อยากจะเล่าสู่ คือ หนังเรื่อง Black Swan ที่คุณน้องนาตาลี พอร์ตแมนเล่นดีจนได้ออสการ์มาครอง แถมด้วยสามีหนึ่งและลูกในท้องอีกหนึ่ง อะไรจะ Lucky in game and in love ขนาดนั้น
นาตาลี พอร์ตแมนเล่นได้เยี่ยมจริง ๆ ไม่แปลกใจเลย ฉันไม่ใช่แฟนและไม่ได้ดูหนังของเธอทุกเรื่อง แต่ตอนดู Closer ก็อึ้งในความสามารถของเธออยู่แล้ว ดังนั้น เรื่องนี้หากเล่นไม่ดีสิฉันถึงจะตกใจ
อย่างที่บอกไว้ว่า สภาพก่อนไปดูแย่มากทั้งกายใจ พอระหว่างดูหนังเรื่องนี้ยิ่งแย่ใหญ่ ลุ้นจนเหนื่อยเกร็งไปหมด บางฉากนี่สยองยิ่งกว่า The Ring เสียอีก ฉันถึงกับต้องเอามือบังจอไม่กล้าดู เขาทำออกมาดีจริง ๆ การเล่นกับฉากที่อาจจะดูไม่เจ็บนัก (ถ้าเทียบกับหนังแอ็คชั่นตบตีเลือดสาด) อย่างกัดเล็บ ฉีกหนังกำพร้าออก หรือรอยถลอกบนหลัง แต่ฉันเสียวไส้ไปพร้อมกับคนทั้งโรง (ผู้ชายที่นั่งข้างฉันยังร้องโอดโอยเลย)
หนังสอดแทรกจุดเล็กจุดน้อยที่ทำให้เราเข้าใจภูมิหลังและสภาพแวดล้อมของนางเอกอย่างชาญฉลาด อย่างบ้านนางเอกที่เป็นอพาร์ทเมนท์แคบ ๆ แม่ที่กดดันและคาดหวังต่อลูกสูง จิตใจที่อ่อนโยนและอ่อนแอของนางเอก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกหยอดไว้เป็นระยะแบบไม่ยัดเยียด คนดูจึงติดตามทุกตอนไปกับตัวเอกอย่างเข้าอกเข้าใจและไม่มีคำถามทิ้งไว้หลังจากหนังจบ …. ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ฉันมักจะรู้สึกเวลาดูหนังไทยอ่ะนะ ประมาณว่า อ้าว อะไรวะ ทำไมอยู่ ๆ ตัวละครนี้มันถึงทำอย่างนี้วะ หรือไม่ก็จบเรื่องเอาซะเฉย ๆ ทิ้งให้ตูอารมณ์สะดุดกึกไปอย่างนั้นเอง
ดูไปดูมา ฉันมานั่งคิดถึงประเด็นหนึ่ง คือ ความสมดุลระหว่างอารมณ์ ความรู้สึก และเหตุผล ในอาชีพการงานอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ทั่วไป คงเคยได้ยินคนสอนว่าต้องใช้เหตุผลมาก่อน ทำอะไรอย่าเอาแต่อารมณ์เป็นหลัก แต่ในอาชีพศิลปินนั้น สิ่งที่นางเอกขาดกลับเป็นการแสดงความรู้สึกที่แท้จริง เพราะถูกกดเอาไว้จนเคยตัว หลุดออกมาจากกรงขังไม่ได้ เลยต้องแสดงออกมาในลักษณะของภาพหลอน หรือระเบิดออกมาแบบควบคุมไม่อยู่ไปเลย
ตอนที่ดูรู้สึกเครียดมาก บางฉากไม่กล้าดู บางฉากสะดุ้ง ลุ้นระทึกไปกับเรื่องสุด ๆ แต่พอหนังจบลงอย่างสวยงาม (ไม่เล่าละกันนะ) พร้อมกับวลีสุดเท่ “I felt it. It’s perfect.” (ประมาณนี้แหละ) ฉันอึ้งไปพักใหญ่ สักพักกลับรู้สึกผ่อนคลาย เพราะอยู่ ๆ ก็คิดได้ว่า ชีวิตมันก็แค่นี้แหละวะ กรูจะไปเครียดอะไรมากมายกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่เรียกว่าเป็นความเดือดร้อนของคนอื่น (ที่ใกล้ตัว) ด้วยซ้ำ แต่กรูก็ต้องไปอิน ไปเจ็บร้อนกับเขาหมด ยังงี้เป็นบ้าตายกันพอดี เลิก ๆ คิดไปก็ไร้ประโยชน์ เอาเวลามานั่งทำอะไรที่จรรโลงใจกว่านี้ดีกว่า
สรุปสั้น ๆ บทเรียนจากเรื่อง Black Swan ได้แก่ 1) อย่าเก็บกด 2) อย่าคิดมาก
และ 3) ชีวิตก็เหมือนละคร ดูคนอื่นเล่นก็สนุกดี แต่ถ้าต้องเล่นเองแล้วเจอฉากแย่ ๆ ก็คงไม่สนุก อย่างไรก็ดี ไม่มีละครไหนที่ไม่เลิกรา ฉากไหนดีก็จงสนุกไปกับมัน ฉากไหนเศร้านักก็ทน ๆ เอาหน่อย สักวันมันต้องจบอยู่ดีแหละ
ถ้าคิดไม่ได้ ปรับตัวไม่ได้ ระวังจะเป็นบ้า ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
.



ดีจังครับ ดูหนังเครียดๆ หลอนๆ แล้วทำให้รู้สึกปล่อยวาง
ผมก็ไปดูเรื่องนี้มา ฉากชวนตกใจนี่ผมส่งเสียงร้องจนผู้หญิงข้างๆ ถึงขั้นหันหน้ามาขำ