คนไร้ราก

 

Walking Town        
ทอดน่องท่องเที่ยว        
ประวัติศาสตร์การเมืองไทย        

นิภาพร รัชตพัฒนากุล, เทอดพงศ์ คงจันทร์        

 

 

 

 จาก “ราชดำเนิน” สู่ “ราษฎรเดินนำ”
เรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วยการเดิน

สมัยเรียนมัธยม ทุกคนคงเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทยที่แสนจะน่าเบื่อ เริ่มตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา และจบลงด้วยรัตนโกสินทร์ จำได้ว่าเขาแบ่งสอนเป็นช่วง ๆ ม. นี้ เทอมนี้ เรียนประวัติศาสตร์ช่วงนี้ เทอมหน้าค่อยต่อไปอีกช่วงหนึ่ง

เวลาผ่านไปเกือบสิบปีได้แล้ว สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในหัวจนทุกวันนี้ก็มีมากบ้างน้อยบ้าง แต่ที่ค้างคาใจมาจนปัจจุบันก็คือ ทำไมประวัติศาสตร์ตั้งแต่หลังปี 2475 กลับมีเนื้อที่แค่ 2-3 หน้ากระดาษ (จากหนังสือเรียน 100-200 หน้า)??? ครั้งแรกที่ได้พบความจริงข้อนี้ ฉันดีใจมาก เพราะจะได้ไม่ต้องมานั่งท่องจำเยอะ ๆ เหมือนประวัติศาสตร์ช่วงอื่น แต่พอเวลาผ่านไปก็ยังติดใจไม่หายว่า ทำไมประวัติศาสตร์ช่วงนั้นมันถึงถูกตัดตอนจนสั้นจุ๊ดจู๋?

ที่กลับมานึกถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ก็เพราะได้อ่าน “Walking town ทอดน่องท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์การเมืองไทย” ที่พาผู้อ่านย้อนรอยกลับไปมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงปี 2475-2535 หรือตั้งแต่เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตย ไปจนถึงการต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ต่อด้วย 6 ตุลา 2519 และพฤษภาทมิฬ 2535 ผ่านการเล่าเรื่องเชื่อมโยงไปกับสถานที่สำคัญบนถนนราชดำเนิน จากลานพระบรมรูปทรงม้า จนไปจบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ประวัติศาสตร์เป็นรากเหง้าของมนุษย์

Life must be lived forwards, but it can only be understood backwards.
Soren Kierkegaard

ประโยคที่โค้ดมาด้านบนเป็นคำพูดของนักปรัชญาเดนมาร์ก ลอกมาจากหนังสือ “ศาสตร์แห่งความหดหู่และสิ้นหวัง” ของคุณวรากรณ์ สามโกเศศ ซึ่งเป็นผู้แปลออกมาว่า “ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า แต่จะเข้าใจมันได้ก็ด้วยการดูข้างหลังเท่านั้น”

แต่เท่าที่ฉันเห็นและคิดเอาเอง ประวัติศาสตร์ช่วงปี 2475-2535 มันโดนทอดทิ้งยังไงพิกล อาจจะเพราะคนที่โลดแล่นอยู่ในเหตุการณ์สมัยนั้น ยังใช้ชีวิตเป็นที่นับหน้าถือตาอยู่ในสังคมในสมัยนี้ อาจจะเพราะเรายักไหล่ให้อดีตเพราะคิดว่ามันไม่สำคัญ หรืออาจเพราะเหตุผลมากมายหลายประการ แต่ส่วนตัวแล้ว ฉันว่าถ้าเรายังไม่กล้ามองอดีตแบบซื่อสัตย์มากกว่านี้ ปัจจุบันของเราก็จะไม่มั่นคง และทำให้อนาคตของเราคลอนแคลนเพราะไม่มีรากฐานที่เข้มแข็ง เหมือนคนไร้ราก โยกเยก ล่องลอย…

ฉันอาจจะผิด และอาจจะดีกว่าถ้าฉันผิด

 

    • Mind
    • พฤษภาคม 7th, 2008

    นักปราชญ์นี่คำพูดคมจริง จริ้ง นะเนี่ย อิอิ
    “ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า แต่จะเข้าใจมันได้ก็ด้วยการดูข้างหลังเท่านั้น”
    เด็ดจริงๆ

    ถ้าประวัติศาสตร์มีแค่ 2-3 หน้า จริงก็ดีสิเน้อะ จะได้ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจ
    ท่องเวลาสอบ อิอิ

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: