Honey and Clover ep.1-5

ハチミツとクローバー  | Honey and Clover
ออกอากาศ: 8 ม.ค. 2008 – 18 มี.ค. 2008 ทาง Fuji TV

*หมายเหตุ – บล็อคนี้เขียนขึ้นจากการดูโดรามาล้วน ๆ ผู้เขียนไม่เคยอ่าน/ดูเวอร์ชั่นอื่น หากข้อมูลขาดหรือไม่ตรงกับเวอร์ชั่นอื่นก็คงช่วยไม่ได้

Honey and Clover หรือ Hachimitsu to Clover เป็นการ์ตูนที่ดังมาก่อนจะถูกทำเป็นอานิเมะและโดรามาตามลำดับ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับความรักและมิตรภาพของนักศึกษามหา’ลัยศิลปะ โดยเฉพาะรักสามเส้าที่ไม่สมหวังของตัวละครหลัก

พระเอกเป็นคนธรรมด๊า ธรรมดาคนหนึ่ง มองเผิน ๆ อาจจะเหมือนเป็นคนง่าย ๆ ใจดี อะไรก็ได้ แต่ลึก ๆ แล้วมีความกลัวแฝงอยู่ ซึ่งหากดูตอนแรกๆ ก็ดูเฉยๆ ไม่รู้สึกอะไรเท่าไร แต่ยิ่งดูไปตัวตนของทาเคโมโตะก็จะเผยออกมา ตัวตนที่เป็นมนุษย์ปุถุชน มีรักมีผิดหวังมีเสียใจ ทำให้ทาเคโมโตะเป็นตัวละครที่ดูเหมือน “ไม่มีอะไร” แต่ถ้าดูลึก ๆ กลับเป็นคนที่น่าสนใจและมีความใกล้เคียงกับเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เอง

อิคุตะ โทมะ รับบททาเคโมโตะ ตอนแรกฉันไปติดกับภาพของโทมะตอนที่เล่น Hanazakari no Kimitachi e เลยรู้สึกว่าตัวละครตัวนี้ดูจืดไปหน่อย อาจเพราะทาเคโมโตะใน Hachimitsu กับนากาทสึใน Hanazakari เหมือนกันอยู่บางจุด เช่น เป็นคนดี ขำ ๆ สบาย ๆ เพื่อนๆ รักและเอ็นดู แต่สุดท้ายก็รักเขาข้างเดียว น่าสงสารซะไม่มี อย่างไรก็ดี พอผ่านไป 1-2 ตอนคนดูจะเริ่มเห็นถึงตัวตนด้านลึกของทาเคโมโตะมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ไม่เหมือนกับใน Hanazakari ที่เน้นมุกตลกโปกฮามากกว่าการวางแคแรคเตอร์ของตัวละคร (อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ฉันยังชอบ Hanazakari อยู่ เป็นเรื่องที่ดูกี่รอบก็ยังขำกลิ้ง แต่ตัวละครมันตื้นจริง ๆ)

ตัวละครอีกตัวที่ฉันชอบก็คือฮากุจัง ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างส่วนตัว คือฉันชอบนารูมิ ริโกะที่รับบทนี้ ถ้าเป็นนักแสดงคนอื่นเล่นอาจจะไม่ชอบเท่านี้ ริโกะหน้าตาน่ารักและไร้เดียงสาเหมาะกับบทฮากุจัง แถมมีรอยยิ้มอินโนเซนส์สุด ๆ ชอบดูเวลาเธอออกมาจนไม่รู้ว่าแอบอคติคิดว่าริโกะเล่นได้ดี๊ ดี หรือเปล่า บทฮากุจังเป็นบทที่พูดค่อนข้างน้อยและใช้การแสดงอารมณ์ทางสีหน้ามากกว่า แต่ริโกะก็ถ่ายทอดความรู้สึกของฮากุจังออกมาได้ไม่เลว โดยเฉพาะในตอนที่ 4 ที่ฮากุจังต้องใช้เพียงแค่ตาสื่อสิ่งที่คิดออกมา ดูแล้วใจละลาย ละลายละลายละลายละลาย

 

ตุ๊กตาดะรุมะ ความฝันและคนขี้ขลาด

ช็อตที่ฉันชอบที่สุดอยู่ในตอนที่ 5 ที่ไปเกี่ยวข้องกับพ่อของทาเคโมโตะและตุ๊กตาดะรุมะ เรื่องเปิดขึ้นมาโดยทำให้ฉันคิดว่าตุ๊กตาดะรุมะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของมุขตลก แต่ก่อนที่เราจะเข้าเรื่อง ขอให้ทำความรู้จักกับตุ๊กตาดารุมะก่อนสักครู่

 

  ดะรุมะ (「だるま」 daruma?) เป็นตุ๊กตาไม้ของญี่ปุ่น มีลักษณะกลม ไม่มีแขนและขา หน้าตาคล้ายคลึงกับพระโพธิธรรม (ซึ่งเรียกว่า ดะรุมะ ในภาษาญี่ปุ่น) มีหนวดและเครา ตุ๊กตาดะรุมะส่วนมากจะมีสีแดง ตรงบริเวณคางจะมีการเขียนคำขอพรไว้ การขอพรกับตุ๊กตาดะรุมะ ทำได้โดยใช้หมึกสีเขียนตาดำข้างหนึ่งของตุ๊กตาและทำการขอพร หลังจากนั้นจะเก็บตุ๊กตาไว้บนหิ้ง เมื่อพรสมหวังจะเติมตาอีกข้างให้สมบูรณ์

 

ที่มา: Wikipedia, the free encyclopedia (แอบแปลกใจเหมือนกัน นาน ๆ ทีจะเจอบทความภาษาไทยในวิกิพีเดีย)

ความหมายที่ซ่อนอยู่ในตุ๊กตาดะรุมะสมัยเด็กของทาเคโมโตะ เป็นความฝันที่เขาทำให้สำเร็จไม่ได้ อาจจะเพราะเหตุนี้เขาจึงกลายเป็นคนขี้กลัวต่อความผิดหวังและไม่กล้าฝัน (เป็นเด็กมีปัญหานั่นเอง…ล้อเล่น) อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เช่นกันที่เราจะได้เห็นทาเคโมโตะเริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นไปและเติบโตขึ้นในที่สุด

ตรงนี้เองที่ฉันคิดว่าหนังทำออกมาได้ดี เพราะอย่างที่ได้บอกไปว่า ทาเคโมโตะเป็นเสมือนตัวแทนของคนธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่ได้เลิศเลอ ไม่ได้เต็มไปด้วยพรสวรรค์ ไม่ได้เก่ง เท่ เก๋ระเบิดตลอดเวลา ปัญหาที่เขาพบก็เป็นปัญหาที่เรา ๆ ท่าน ๆ คงได้ประสบมาบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ใช่การขาดแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเช่นฮากุจังหรือโมริตะ ไม่ใช่การไปหลงรักสาวม่ายวัยกลางคนอย่างมายามะ ฯลฯ ปัญหาของทาเคโมโตะคือความขลาดที่จะเผชิญหน้ากับชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ซึ่งทำให้เขาไม่กล้าฝัน ไม่กล้าทุ่มเทให้กับความรัก มองแว่บแรกอาจจะดูน่าสมเพช แต่คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่านี่ก็คือสิ่งที่เราเคยเป็น (และอาจจะยังเป็นอยู่) เพราะเราก็เป็นแค่มนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่ไม่รู้ชะตาข้างหน้าของตัวเอง บางครั้งสับสน บางครั้งหวาดกลัว บางครั้งผิดหวัง การได้เห็นทาเคโมโตะหรือภาพจำลองของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่สามารถเอาชนะตัวเองได้ ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ใช่คนเดียวบนโลกนี้ที่ยังขี้ขลาดและตามหาความฝันไม่เจออยู่ ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะไล่ล่าหาสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริงอีกครั้ง

 

Ending Theme: ‘Canvas’ by Ken Hirai

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำไตเติ้ลตอนจบได้ดีมากเรื่องหนึ่งทีเดียว ทุกตอนไม่มีซ้ำกันเลย เป็นการถ่ายนอกช็อตโดยมีตัวละครหลักทั้ง 5 ตัวทำกิจกรรมอะไรสักอย่างร่วมกัน เช่น ไปกินเนื้อปิ้งบาร์บีคิว วาดรูปเหมือน ฯลฯ ผสมไปกับเพลง ‘Canvas’ ของพี่เคน ฮิราอิ ที่มีเสียงหวานสูงโหยหวน กับทำนองแบบ nostalgic ฟังแล้วนึกถึงอดีตแบบเศร้า ๆ ใครอินจัดอาจจะน้ำตาไหลได้ (ถ้าคิดถึงอดีตของตัวเองไปพร้อม ๆ กัน)

 

 

ฉันเองก็อินกะหนังเรื่องนี้มากพอสมควร ไม่รู้ว่าใครจะเป็นเหมือนกันหรือเปล่า แต่สำหรับฉันจนถึงตอนนี้ก็พูดได้เต็มปากว่า ช่วงเวลาสมัยเรียน ม.ปลาย 3 ปีคือช่วงเวลาที่สนุกที่สุดในชีวิต ไม่ใช่ว่าช่วงอื่นมันเศร้าโศกระทมอะไร เพียงแต่มันยังไม่สนุกเท่า ไม่มันส์เท่า ฯลฯ ไม่ได้ต้องการเปรียบเทียบ ไม่ได้โหยหาอาลัย ไม่ได้คิดอยากเอามันกลับคืนมา เป็นแค่ข้อเท็จจริงเท่านั้นเอง ที่ฉันยังไม่สามารถสนุกกับชีวิตหลังจากนั้นได้เต็มที่เท่ากับสมัยเรียน แต่ฉันก็ยังเชื่อนะว่ามีช่วงเวลาดี ๆ อยู่ และจะมีต่อไปในอนาคต อาจจะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง แล้วก็จะต้องมีสักวันที่ฉันจะค้นพบสิ่งที่ทำให้รู้สึกเติมเต็ม (หรือบางที ฉันอาจจะพบมันแล้วก็ได้….)

วันนี้พล่ามซะยาวจนไม่ได้ดู Hachimitsu ต่อเลย จบเท่านี้ละกัน ว่าง ๆ มาสาธยายต่อ

 

Credit to Love Song & SARS Fansubs

  1. “รัก” หนังสือการ์ตูนเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยอยู่ญี่ปุ่นครับ
    ตอนแรกๆ ออกแนวขำตลกโปกฮาแทรกซึ้งและมีคำคมบ้าง
    หลังๆ นี่ออกเศร้าอย่างเดียวเลย

    เคยดูแต่เวอร์ชั่นหนัง ซึ่งทำไม่ถึงเท่าไหร่

    ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่น Anime กับละครเลยครับ

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: