เมื่อมองย้อนหลังไป…

วันนี้ได้ไปเที่ยวสุพรรณบุรีมา กลับเอาตอนค่ำ ๆ บนรถกระบะแบบมีแค็ป นั่งบ้าง นอนบ้าง มองออกไปผ่านกระจกหลัง เห็นเส้นทางทอดยาวที่เราได้ผ่านมา เสาไฟวิ่งเป็นแนวยาว บนรถกระบะมืด ๆ ไม่มีอะไรให้ทำนอกจากฟังเพลงและคิดเรื่อยเปื่อย

ตอนแรกกะไว้ว่า วันที่ 1 มกรา จะมานั่งประมวลผลชีวิตในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แล้วมานึกว่า ปีหน้าจะตั้งเป้าอะไรดี แต่ยิ่งมีเวลาว่างเยอะ ความขี้เกียจก็ทวีขึ้นในอัตราที่เท่ากัน สุดท้าย วันที่ 1 มกรา ฉันก็นั่งดูอานิเมะไป 10 กว่าตอน นอนกลางวันไปงีบใหญ่ ๆ และจบลงด้วยการนั่งเล่นเน็ตอีกสองสามชั่วโมง

วันนี้ 2 มกราคม 2552 ฉันกลับได้มานั่งทบทวนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างไม่ได้วางแผน บนที่ว่างท้ายรถกระบะ บนเส้นทางสุพรรณบุรี-กรุงเทพฯ เวลาสามทุ่มกว่า ๆ

—————————————

เมื่อมองย้อนหลังไป นอกจากถนน เสาไฟ และรถที่วิ่งตามหลังแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้เห็นนักในความมืด

ถ้าเราเป็นคนขับรถอยู่ หรือนั่งด้านหน้า เราก็คงจะมองออกไปในอีกทิศทาง เหมือนทุกวันที่เราคิดเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แน่นอน ไม่มีใครอยากถอยหลัง

เมื่อก้าวไปข้างหน้าเรื่อย ๆ บางครั้งเราโดนคนอื่นแซง เกิดทิฐิ ต้องการเอาชนะ ทำให้ต้องเคลื่อนที่ให้เร็วขึ้น แรงขึ้น ไม่ยอมหยุดพัก รู้ตัวอีกทีก็ใช้ชีวิตที่มีอยู่หมดไปกับการแข่งขันจนไม่เหลืออะไรให้ชื่นชม สุดท้ายก็โดดเดี่ยวอยู่คนเดียว

ไม่อยากจะเป็นแบบนั้น…

จากการมองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว ก็ลองมองกลับไปข้างหลังบ้าง ทบทวนดูว่าเราได้กระทำอะไรไปบ้าง เรื่องดีหรือเรื่องร้าย สุขหรือทุกข์ สนุกหรือเศร้า ชีวิตนี้คุ้มค่าพอหรือยัง? มีสิ่งใดให้ภาคภูมิใจหรือไม่?

หลายคนเปรียบชีวิตเหมือนถนน บางคนวิ่งตรง บางคนคดเคี้ยว ถนนสองสาย บางทีบรรจบกัน บางทีวิ่งขนานกันไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คงไม่มีใครที่ชีวิตเป็นเพียงจุดจุดหนึ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือถอยหลัง ชีวิตไม่ได้เป็นเพียงจุดหนึ่งของเวลา มีการเริ่มต้น ดำเนินไป และสิ้นสุดลงในที่สุด

สำหรับชาวพุทธ ชีวิตอาจเหมือนวงกลมที่บิดเบี้ยวไปมา กล่าวคือ ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องวกกลับไปหาจุดเริ่มต้นอยู่ดี ดังเช่นวัฎจักร เกิด แก่ เจ็บ ตาย และหากยังใช้กรรมไม่หมด ก็ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ร่ำไป

ดังนั้น ชีวิตนี้ก็แค่การดำรงอยู่ของตัวเราในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเหลืออีกกี่ปี

บนโลกนี้มีคนเป็นล้าน ๆ คน หากต้องตายไปโดยไม่มีคุณค่าใด ๆ เหลือไว้ ก็น่าเศร้าพอแล้ว แต่ถ้าตายไปโดยทิ้งไว้แต่ความรู้สึกแย่ ๆ ที่คนอื่นมีต่อเรา หรือแม้แต่ประเภท “ความเลวไม่มี ความดีไม่ปรากฏ” ก็ยิ่งน่าสังเวชใจนะ 

เกิดมาทั้งที ก็ควรใช้ชีวิตให้มัน “มีอะไร” หน่อย

————————————— 

ลมเย็นจากหน้าต่าง เสียงเพลงจากหูฟัง กลิ่นของกลางคืนที่ลี้ลับ หัวใจของฉันเต้นแรง โหยหาการผจญภัยอีกครั้ง

 

ปล. เขียนถึงตรงนี้แล้วนึกถึงเรื่อง The Alchemist ของ Paolo Coelho ขึ้นมาเฉย ๆ

  1. พรุ่งนี้จะมารออ่าน มองไปข้างหน้า การผจญภัยที่เริ่มต้น

    สวัสดีปีใหม่ครับ

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: