บทเรียนราคาเหยียบแสน…ที่สุราบายา

สัญลักษณ์ของร้านอาหารสไตล์พื้นเมืองที่ไปกิน (ไม่มีรูปอะไรจะลงแล้ว)

ซ. เป็นนามย่อของผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นข้าราชการที่ได้ไปปฏิบัติงานนอกสถานที่เป็นประจำ บางครั้งก็ในจังหวัด บางครั้งก็ในประเทศ บางครั้งก็นอกประเทศ แต่นอกโลกยังไม่มีโอกาส

ซ. เคยเป็นสาวน้อยที่รักการผจญภัยในสถานที่แปลกประหลาด ชอบการไปประเทศที่ไม่คุ้นเคย พูดภาษาไม่ได้ โดยไม่จองที่พักล่วงหน้า ชอบความรู้สึกตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ตอนเดินหาที่พักสำหรับคืนต่อคืน ชอบช่วงเวลาที่ตื่นเต้นใจหายว่าจะไปถึงจุดหมายหรือไม่ สำหรับ ซ. ชีวิตแบบที่ทุกคนได้รับมาคือน้ำซุปไม่ได้ปรุง รสชาติจืดชืดมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ถ้าอยากให้อร่อย ต้องหาอะไรเหยาะเข้าไป และการท่องเที่ยวคือเครื่องปรุงรสเลิศสำหรับ ซ.

ซ. เคยยินดีกับที่ทำงานของตนที่เปิดโอกาสให้ได้เดินทางบ่อยครั้ง แต่เมื่อ ซ. เริ่มแก่ขึ้น เดินทางมากขึ้น ก็เกิดอาการเฉื่อยมากขึ้นเช่นกัน ทุกวันนี้ ซ. กลายเป็นนักท่องเที่ยวขี้เกียจที่เรื่องมากกับที่พักมากขึ้น เนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงานทำให้ได้พักโรงแรมดี ๆ จนเคยตัว เสียนิสัยที่สุด

ล่าสุด ซ. ได้เดินทางไปประชุมที่เมืองสุราบายา เมื่องใหญ่อันดับสองของอินโดนีเซีย จะว่าไปปีนี้ ซ. ชีพจรลงเท้ามาก เดินทางไม่ได้หยุดหย่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกของปีที่ ซ. จะบันทึกอะไรเก็บไว้บ้าง… ไว้อ่านตอนแก่ก็ัยังดี

——————————————————

ซ. ไม่เคยไปอินโดนีเซีย และเคยได้ยินชื่อเมืองสุราบายาเพียงผ่าน ๆ ก่อนเดินทาง 2 วัน ซ. ไปกูเกิ้ลหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้ ซึ่งมีไม่ค่อยมาก จับใจความได้ ดังนี้ (1) เป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากกรุงจาการ์ตา (2) ไม่มีอะไรน่าเที่ยวเป็นพิเศษ นอกจากจะออกนอกเมืองไปชมภูเขา่ไฟโบรโมอันโด่งดัง หรือเดินทางต่อไปบาหลี (3) กิจกรรมที่พอจะไปดูชมได้ก็มีสวนสัตว์ ซึ่งมีมังกรโคโมโดและลิงอุรังอุตัง และช็อปปิ้ง

(สมัยยังสาว ซ. หาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ไปไม่เคยต่ำกว่า 1 สัปดาห์ล่วงหน้า บางทีก็เป็นเดือน ๆ ล่วงหน้า และค้นคว้าจนท่องจำรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว วิธีการเดินทาง ข้อควรระวัง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ฯลฯ ได้ราวกับเตรียมสอบ)

โดยที่ ซ. พยายามทุ่มเทเวลากับการประชุมอย่างเต็มที่ ในที่สุด วันสุดท้าย ซ. พอจะมีเวลาปลีกตัวแว่บไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ ซ. จึงตัดสินใจในบัดดลว่า เพื่อไม่ให้ทริปนี้มีแต่รูปในสนามบินและโรงแรม ซ. จะออกไปย่ำต๊อกดูเมืองบ้าง ว่าแล้ว ซ. ก็ถามทางคร่าว ๆ จากพนักงานโรงแรม (ซึ่งอาสาจะเรียกแท็กซี่ให้ แต่ ซ. ปฏิเสธ) แล้วเดินเท้าออกจากโรงแรม ณ 4 โมงเย็น เพียงลำพัง โดยไม่มีแม้แต่แผนที่ … มั่นใจไปป่ะ?

ซ. เดินออกมาได้ประมาณ 10 นาที ก็รู้ตัว (จริง ๆ รู้ตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้ว แต่ยังดื้อ) ว่าควรจะใช้บริการแท็กซี่ดีกว่า จะหยิ่งไปทำไม (ในวัยสาว ซ. เดินทางด้วย ขสมก. เป็นหลัก) ไม่ได้นั่งรถเมล์สุราบายาคงไม่ถึงกับเสียเกียรติประวัติการเที่ยวของหล่อนหรอก แต่…อนิจจา บนถนนไร้ซึ่งวี่แววของแท็กซี่ ซ. จึงเกิดแรงฮึด เออออออ กรูเดินเองก็ได้โว้ย

สวรรค์คงยังเมตตา ดลบันดาลให้ ซ. ได้พบ Tourism Information Center อย่างไม่คาดฝัน สาวอินโดที่นั่นพยายามช่วยเหลืออย่างดีจน ซ. ซาบซึ้งใจ นี่แหละคือสิ่งที่ได้จากการไปเดินท่อม ๆ ตามถนน (ซึ่งจะไม่ค่อยเจอจากการนั่งรถทัวร์ชะโงก) คือ น้ำใจจากคนเดินดิน ในเวลาที่หลงทาง ขึ้นรถเมล์ผิด หาท่าเรือไม่เจอ ฯลฯ ไอ้สถานที่สวยงาม วัง วัด วิจิตรมโหรทึกอย่างไร มันก็พอดูจากทีวี อินเตอร์เน็ตได้ แต่การได้สัมผัสผู้คนจริง ๆ ได้พบเจอผู้คน บ้างแปลก บ้างแย่ บ้างน้ำใจงดงาม นี่สิสิ่งที่ ซ. จดจำได้แม่นกว่าสวนดอกไม้ โคมไฟ ภาพวาด และโบราณวัตถุต่าง ๆ นานาเสียอีก

สาวอินโดโทรเรียกแท็กซี่มารับ ซ. พร้อมบอกคนขับเสร็จสรรพให้ไปส่งที่ Mesjid Ampel (พี่คนขับสื่อสารอังกฤษได้เพียงนิดหน่อย) ซึ่ง ซ. เพิ่งอ่านเจอในเน็ตเมื่อคืนว่า เป็นย่านเมืองเก่า มีตึกสมัยล่าอาณานิคมเก่าแก่เหลือให้ดูบ้าง น่าจะน่าสนใจกว่าช็อปปิ้งเซ็นเตอร์

พี่คนขับพา ซ. ซอกซอนเข้าถนนต่าง ๆ ในสุราบายา ทั้งย่านคนรวยคนจน ก็เพลินดี ถ้า ซ. เดินเองคงไม่มีวันถึงหรอก มิเตอร์เดินไปสิบกิโลนิด ๆ พี่แกก็ปล่อย ซ. ลงที่ย่านไกล ๆ เก่า ๆ ถนนแคบ ๆ เต็มไปด้วยคนท้องถิ่นเดินกันให้คึกคัก พร้อมด้วยรถเข็นขายของยังกะงานวัด เฮ้ย ไหนวะย่านเมืองเก่า ไหนวะตึกสมัยโบราณ ไหนวะยอดมัสยิด (ซ. ขออนุญาตใช้คำหยาบเพื่อบรรยายความรู้สึกตระหนก งงงวย และสับสน) ซ. นึกอะไรไม่ออก ถนนก็มีเลนเดียว คันข้างหลังทั้งรถสามล้อถีบ มอไซค์ รถยนต์ ชาวบ้านชาวช่อง รอกันเป็นแถวยาว เออ ลงก็ได้วะ

ซ. ยืนอึ้งอยู่พักหนึ่ง จะกลับโรงแรมหรือไปต่อตามทางที่คนขับบอกให้เดินเท้าเข้าไป เอาไง เอาไงดี ติ๊กต่อกๆๆๆๆๆๆ เอาวะ อุตส่าห์ถ่อมาถึงนี่แล้ว ก็จงไปเบิ่งดูให้มันชัดว่า Mesjid Ampel ที่หล่อนอยากดูนักหนามันเป็นเยี่ยงไร ว่าแล้ว ซ. ก็เดินตะลุยรถเข็น ทางขาด คนขับสามล้อ ผู้หญิงจูงลูกหลาน ขอทาน คนขายของ คนแบกถาดขนมเร่ ฯลฯ ซึ่งในความเป็นจริงคงไม่ยาวนัก แต่ยาวมากในความคิดของ ซ. ผู้อาจจะเป็นคนต่างชาติต่างถิ่นเพียงคนเดียวในรัศมี 1 กิโลเมตร (แอบเว่อร์) ก็ไม่รู้ว่าชาวบ้านเห็นยัยผู้หญิงหน้าหมวยแต่งตัวแบบปัจจุบันเดินมุ่งมั่นเข้าไปมัสยิดแล้วเขาจะรู้สึกยังไงกันอ่ะนะ แต่ ซ. ปั้นหน้าด้านแล้ว เขินมันก็เขินอยู่ แต่ขอตูเบิ่งหน่อยเห๊อะ

และเมื่อถึง…มัสยิด..มั้ง เป็นตึกไม้ชั้นเดียว ธรรมด๊า..ธรรมดา ก็ดูเก่านะ แต่คงไม่เก่าขนาดนั้นป่ะ มีไฟเป็นสายยาวล้อมรอบหลังคาด้วยนะ …ใช่แน่เหรอ มัสยิด อัมเปล??? ซ. ก็เคยไปเบิ่งมัสยิดมาหลายที่นะ ทั้งปัตตานี อิสตันบูล ไคโร หรือแม้แต่มัสยิดที่นั่งรถผ่านเวลาไปกลับจากสุวรรณภูมิบ่อย ๆ มันก็ไม่ใช่แบบนี้อ้ะ ก็ไม่รู้ว่า ซ. จะดั้นด้นฝ่าอะไรต่าง ๆ เข้ามามากมายทำไม เพราะนึกรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคงไม่ได้ย่ำถึงข้างในมัสยิดหรอก แต่ก็แอบนึกว่าตึกข้างนอกมันจะสวยอ้ะ เฮ้อออออ ว่าแล้วก็เดินกลับตามทางเก่า

ฟ้าเริ่มมืด ซ. เริ่มกังวลว่าจะกลับอย่างไร เหลือบเห็นแท็กซี่สีขาวโทรม ๆ ข้างทาง ไม่หยิ่งแล้วโว้ย จับเลย จะกลับละ ช่างมัสยิด!

ความมืดวิ่งเข้ามาครอบคลุมอย่างรวดเร็ว ซ. เริ่มสังเกตเห็นว่า แท็กซี่คันนี้เก่ากว่า ติดฟิล์มมืดกว่า ไม่มีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อข้างประตู และวิ่งเส้นทางออกนอกเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่างจากขามา….

ซ. เริ่มเครียด นึกถึงพระเจ้า สวดมนต์ ภาวนา มองไปข้างทางไม่เหลือบ้านคน มีแต่พงหญ้ามืด ๆ สักพักรถวิ่งผ่านที่เก็บคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ สักพักข้ามสะพานบนแม่น้ำกว้าง ซึ่ง ซ. จำได้แน่นอนว่าขามาไม่ได้ผ่าน

ซ. สำนึกว่าทำตัวซ่าเกินไปแล้ว ไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเมืองให้ดี ไม่ยอมแลกเงินท้องถิ่นมาให้พอ ไม่รอบคอบ คิดตื้น ๆ ฯลฯ ต่อให้ตอนนี้กระโดดหนีออกจากรถได้ก็มีแต่พงหญ้ามืด ๆ ประสบการณ์ที่เคยไปมาหลายเมืองในโลกกลายเป็นชั้นประถมไปเลย แต่ก่อนไปไหนมาไหน ซ. ไม่เคยกลัว ไม่มีแผนที่ก็อาศัยเดินไปเรื่อย ๆ พยายามจำทิศทางดี ๆ เดี๋ยวถึงเอง หลงไม่กลัว คนร้ายไม่กลัว ทุกอย่างมีทางออก แต่ตอนนี้ ซ. รู้แล้วว่า บางเมืองไม่ใช่ของเล่น นี่เป็นบทเรียนระดับ ม. ปลาย (ยัง ยังไม่ถึงมหาลัย) ไอ้ที่ ซ. มีมันแค่ประถม เพราะเมืองที่เคยไปล้วนเป็นเมืองท่องเที่ยวไม่มากก็น้อย แต่เืมืองนี้มันไม่ใช่

ขณะที่ใจกำลังหนักอึ้ง รถวิ่งจนมิเตอร์ขึ้นมา 15 กิโลแล้ว 18 กิโลก็แล้ว 19 กิโลก็แล้ว (ขาไปทั้งเส้นทางแค่ 10 โลนิดหน่อย) จู่ ๆ ก็เริ่มเห็นแสงสว่างบนยอดตึก ตอนนั้น ซ. ตระหนักเลยว่าตัวเองเป็นคนเมือง เกิดในเมือง โตในเมือง ชีวิตนี้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ใจชื้นเมื่อเห็นแสงไฟ ถนน และแมคโดนัลด์ รถยิ่งจนมาถึงเส้นทางที่ ซ. จำได้ว่าเคยผ่านตอนที่นั่งรถมาจากสนามบิน … สรุป แท็กซี่ต้องการเลี่ยงรถติดในตัวเมืองเลยพาไปเส้นทางเลี่ยงเมืองนั่นเอง หรือว่าจะพาไปให้มิเตอร์ขึ้นเยอะ ๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ

สุดท้าย ซ. ก็ไปถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพ แม้ว่าจะเจอรถติดกระจาย และมิเตอร์ขึ้นสนั่น …. การเดินทางครั้งนี้ สิริรวมขาไปกลับ ปาเข้าไปแสนกว่า ๆ รูปี คิดเป็นเงินไทยก็เกือบ 500 บาทได้ ถ้าคิดว่าเสียทั้งเงินทั้งเวลาเดินทาง เพื่อไปเจออะไรก็ไม่รู้ ไม่มีความสวยงามน่าจดจำอะไร ก็คงจะเป็นเช่นนั้น แต่คิดเช่นนี้ไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมานอกจากความเจ็บใจ ก็เลยคิดซะว่า ไปนั่งรถชมเมือง ดูอะไรแปลก ๆ ที่นักท่องเที่ยวทั่วไปเขาคงไม่ค่อยได้เห็น ส่วนเงินที่เสียไป หากไปช็อปปิ้งตั้งแต่แรกอาจจะเสียหายหนักกว่านี้ พร้อมได้สรรพสิ่งที่เอาไปเกะกะรกบ้านต่อ

ที่สำคัญที่สุด ได้รับบทเรียนว่า “อย่าซ่านัก” ไปไหนมาไหนก็รู้จักรอบคอบ ระวังตัวซะมั่ง

———————————————

บาย บาย สุราบายา ตึกที่เห็นไกล ๆ คือสนามบิน

บล็อคนี้ไม่มีรูปประกอบเลย เพราะไม่กล้าควักกล้องขึ้นมาถ่าย รู้สึกว่าแค่นี้ชั้นก็เด่นพอแล้ว อีกอย่าง มันเป็นการทำลายความเป็นส่วนตัวของคนอื่นน่ะ เกรงใจ

คราวหน้าถ้าได้ไปเมืองนี้อีก จะต้องไปภูเขาไฟโบรโมให้ได้

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: