Posts Tagged ‘ Dorama ’

Mary Stayed Out All Night

ปกติฉันไม่ใช่แฟนหนังเกาหลี สาเหตุหลักเป็นเพราะมันยาวมาก  ฉันไม่สามารถถูกตรึงอยู่กับที่ได้นานหรือมีเวลาเหลือมากขนาดนั้น มีบางเรื่องที่ฉันชอบ แต่ดูได้ประมาณครึ่งหนึ่งก็จะเริ่มไม่ไหว เลิกดูไปเลย หรือไม่ก็โกงโดยการข้ามไปเร็ว ๆ จนถึงตอนจบ

Mary Stayed Out All Night หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า Marry Me, Mary ทำออกมาได้สนุกตั้งแต่ตอนเริ่มต้น แต่พอตอนกลาง ๆ ก็ออกอาการยืดพอสมควร ก่อนจะจบลงอย่างสนุกสนานกำลังดี เรียกว่าเป็นหนังเกาหลีเรื่องแรกที่ฉันดูจากต้นจนจบโดยไม่ข้ามไปเลยแหละ

ประเด็นหลักของเรื่องนี้ก็คือการแต่งงานและความสัมพันธ์ เรื่องพิลึกเกิดขึ้นเมื่อนางเอกถูกพ่อจับแต่งงานกับเจ้าบ่าวที่เป็นลูกชายของเพื่อนพ่ออีกที โดยทั้งพ่อเจ้าสาวและพ่อเจ้าบ่าวร่วมมือกันคลุมถุงชนลูกตัวเองที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน เอาเอกสารไปจดทะเบียนให้เป็นสามีภรรยากันเสร็จสรรพ

แต่นางเอกยังคงดื้อ ไปหลอกพ่อว่าตัวเองมีแฟนอยู่และเข้าพิธีแต่งงานกันแล้ว แต่เนื่องจากในชีวิตจริงไม่เคยมีแฟน นางเอกจึงต้องไปคว้าเอาชายหนุ่มร็อคเกอร์ที่เพิ่งเจอข้างทางได้ไม่นานมาเป็นสามีจำเป็น ซึ่งก็คือพระเอกของเรานี่เอง

พ่อนางเอกกลัวนางเอกจะพยศต่อ เลยต้องยอมตามที่ฝ่ายเจ้าบ่าว (พระรอง) เสนอให้ใช้เวลาดูใจกันก่อน 100 วัน โดยในช่วงเวลานี้ให้นางเอกสลับกันใช้ชีวิตกับเจ้าบ่าวและพระเอกคนละครึ่ง กล่าวคือ ในวันจันทร์-ศุกร์ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นเป็นของคุณเจ้าบ่าว และ 5 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มเป็นของคุณพระเอก หลังจากนั้นให้กลับบ้านตัวเองไปอยู่กับพ่อ ส่วนวันเสาร์กับอาทิตย์แบ่งกันไปคนละวัน

และเมื่อครบเวลา 100 วัน จึงให้นางเอกตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นคู่ชีวิต

อ่านเรื่องย่อแค่นี้ก็งงแล้ว พอดูไปได้สักพักกติกานี้ก็จะเปลี่ยนอีก แต่อย่าให้ฉันเล่าเลยนะ มันเยอะ อยากรู้ก็ไปหาดูเอาเองละกัน มีให้โหลดทั่วไป

.

.

เข้าสู่ประเด็นที่อยากบ่น คือช่วงกลางเรื่องน่ะ ฉันเกิดอาการรำคาญตัวเอกมาก ประมาณว่ามันจะเอายังไงกันฟะ จะแต่งไม่แต่ง จะรักไม่รัก จะเลิกไม่เลิก เป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร 4 ตัวหลักทำท่ายืดเยื้อไม่ไปทางไหนสักทาง  ทำให้คนตรงอย่างฉันเซ็งเป็ดจนแทบจะเลิกดู

สิ่งที่ก่อให้ฉันหงุดหงิดคือตอนที่นางเอกไม่ตัดสินใจให้ชัดเจนสักทีว่าจะเอายังไง เดี๋ยวก็รักพระเอก ไม่ยอมแต่งงานกับคุณเจ้าบ่าวเด็ดขาด ถึงจะหล่อรวยดีสมบูรณ์แบบแค่ไหน แต่ก็รักพ่อ โดนพ่อบังคับเลยต้องจำใจเข้าไปอยู่บ้านคุณเจ้าบ่าว ส่วนพระเอกก็งอนโน่นงอนนี่  คุณเจ้าบ่าวล่ะก็เป็นคนดีเหลือเกิน จะรอให้นางเอกเป็นฝ่ายเลือก เป็นอิฉันรวบหัวรวบหางนางเอกเรียบร้อยโรงเรียนเกาไปแล้น

อาจจะเป็นความสามารถพิเศษของคนทำซีรีย์เกาหลีที่สามารถดึงเอาความรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจมายัดเยียดใส่คนดูได้พอประมาณ (เพราะถ้าหงุดหงิดกว่านี้หน่อยเดียวอาจเลิกดูไปเลย) เคยไหมเวลาอ่านการ์ตูนบางฉากที่นางเอกไปทำอะไรน่าอับอายจนเราแทบไม่อยากพลิกไปดูหน้าต่อไปเพราะอายแทน นั่นแหละ อารมณ์ประมาณนั้น

แต่ถ้าอดทนดูจนจบ คนทำหนังสามารถใส่ฉากที่เราดูแล้วรู้สึกว่า…อื้ม มันคุ้มที่คุณนางเอก คุณพระเอก และคุณเจ้าบ่าว จะต้องทำตัววุุ่นวายอยู่หลาย episode เพราะในตอนจบ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นอะไรที่แฮปปี้เอนดิ้งราวกับเทพนิยาย แต่เรากลับได้เห็นภาพของการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย มีอิสระ และสงบสุขของตัวละครทุกตัว ซึ่งถ้าเกิดว่าตัวเอกทั้งหลายยอมจำนนต่อโชคชะตะที่คนเขียนบทปั้นมาให้ตั้งแต่กลางเรื่องแล้วละก็ ภาพมันก็คงออกมาเป็นอีกแบบนึง ประมาณว่า นางเอกของเราก็เป็นคุณนายในบ้านเศรษฐี คุณเจ้าบ่าวก็ทำงานอยู่ใต้ร่มเงาของบริษัทคุณพ่อมาเฟีย ส่วนคุณพระเอกก็คงร้องเพลงแล้วก็ใช้ชีวิตเสเพลไปวัน ๆ หนึ่ง

ยังไม่ได้พูดถึงตัวละครอีกตัว ซึ่งถือเป็นบทนางรอง แต่หากดูโครงเรื่องแล้วก็ไม่ได้มีส่วนต่อการหักเหของพล็อตเรื่องสักเท่าไร ฉันจึงไม่ได้พูดถึงมาก แต่จริง ๆ เป็นตัวละครที่ฉันชอบมากตัวหนึ่ง นางรองคนนี้เป็นลูกสาวจากตระกูลไฮโซ แต่ยอมทิ้งบ้านครอบครัวมาใช้ชีวิตอิสระเป็นดาราหนัง และเป็นอดีตแฟนของพระเอก เธอมีบุคลิกแรง ๆ เฉี่ยว ๆ ทำอะไรตรง ๆ แต่บางทีก็เจ้าอารมณ์ วีนแตก  ฉันชอบความเท่ของเธอ และชอบที่คนเขียนบทไม่ได้ยัดเยียดเธอให้กับพระรอง (คือคุณเจ้าบ่าว) ถึงแม้จะทำได้  การเอาตัวละครพระรองกับนางรองที่อกหักจากพระเอกและนางเอกมายัดเยียดให้รักกัน เป็นอะไรที่ฉันเกลียดมาก นี่หนังนะ ไม่ใช่ตลาด ของขายเหลือจะได้เอามาประกบคู่แล้วลดราคาน่ะ

ดูเสร็จก็มานั่งคิดเล่น ๆ ว่าเราช่างโชคดีที่มีอิสระในการเลือกดำเนินชีวิตได้เอง ไม่เหมือนตัวละครในหนังในนิยายที่โดนคนเขียนบทกำหนดมาให้แล้ว  แต่มาคิดอีกที ถ้าเหมือนในเรื่องโลกของโซฟีก็น่ากลัวอยู่นะ สิ่งที่เราคิดว่าเลือกเอง อาจจะมีอะไรเบื้องบนมากำหนดอีกทีก็ได้  สยองจัง

ไปละ

 

Advertisements

Honey and Clover ep.6-11

ハチミツとクローバー  | Honey and Clover
ออกอากาศ: 8 ม.ค. 2008 – 18 มี.ค. 2008 ทาง Fuji TV

ตามที่บอกแล้วว่าฉันเขียนถึง Honey and Clover โดยไม่เคยอ่าน/ดูเวอร์ชั่นอื่น ๆ ของเรื่องนี้เลย (Manga, Anime, Movie) พอดูจบก็เลยลองไปอ่านเนื้อเรื่องย่อของการ์ตูนดู พบว่าต่างจากเวอร์ชั่นโดรามาพอสมควร แล้วเท่าที่เห็นในบล็อค+เรตติ้งก็รู้สึกว่าโดรามาจะไม่เป็นที่ชื่นชอบกันสักเท่าไร (เรตติ้งตกลง ๆ ทุกตอนคับขอบอก ทั้ง ๆ ที่ควรจะตรงกันข้าม) อาจจะเพราะเนื้อเรื่องมันดัดแปลงไปมากหรือไม่ถูกใจนักแสดงกันหรือไงไม่รู้ ฉันเลยรู้สึกว่าดีแล้วที่ยังไม่เคยอ่าน/ดูมากก่อนเลยไม่รู้เนื้อเรื่องและได้ลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่าเรื่องจะออกมาแบบไหน และที่สำคัญ ไม่มีความคาดหวังใด ๆ เลย

ความคาดหวัง จะว่าไปก็เป็นอะไรที่ทำให้เราผิดหวังบ่อย ๆ สมมติมีร้านอาหารร้านนึงค่อนข้างอร่อย แล้วมีเพื่อนมาเป่าหูบ่อย ๆ ว่าร้านนี้อร๊อยอร่อยสุดแสนจะอร่อย ทำให้เราเกิดภาพขึ้นมาเองว่ามันจะต้องอร่อยมากกกกกแน่ๆ พอไปกินจริงมันอร่อยได้ไม่เท่าภาพที่เราจินตนาการไว้ ผลคือผิดหวัง ถ้าเกิดเราไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าร้านนี้อร๊อยอร่อย พอได้ไปกินก็คงจะรู้สึกว่ามันอร่อยได้มากกว่านี้

 

หมายเหตุ – ต่อไปนี้จะมีสปอยเลอร์ ผู้ที่ยังไม่ได้ดูมิควรอ่าน

 

 

การเดินทางโดยไม่มีแผนที่และใบโคลเวอร์สี่แฉก

ถึงแม้ทาเคโมโตะจะเริ่มกล้าที่จะหวัง แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายเหมือนบะหมี่สำเร็จรูป เขาพลาดงานที่อยากทำ ในขณะเดียวกัน โมริตะ ศัตรูหัวใจก็กลับมาจากนิวยอร์กพร้อมด้วยความรู้สึกต่อฮากุจังที่เปลี่ยนไป ทาเคโมโตะพยายามจะทำงานสำหรับการสำเร็จการศึกษา แต่เมื่อได้เห็นฮากุจังกำลังดิ้นรนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานออกมา เขากลับตระหนักว่า ตัวเขาเองไม่มีความฝัน ไม่มีสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริงเลย ด้วยความสิ้นหวังเขาจึงออกเดินทางไปบนจักรยานของเขาอย่างไม่มีจุดหมาย

หากไม่มีแผนที่ เธอก็คงไม่รู้ว่าจะเดินทางไปที่ไหน
ฉันเคยคิดว่า เธอเลือกที่ที่จะไปหลังจากได้ดูแผนที่แล้ว
แต่ว่า มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก
ฉันไม่ได้หลงทางเพราะฉันไม่มีแผนที่
แต่เป็นเพราะไม่มีเป้าหมายต่างหาก

 

ทาเคโมโตะเดินทางโดยไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน นอกจากว่าเขาจะขี่จักรยานไปเรื่อย ๆ ไม่มีสัมภาระ ไม่ได้เอาเสื้อผ้าเครื่องใช้ไปด้วย มีเพียงเงินเล็กน้อยและฝากระดาษของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ฮากุจังให้ ที่มีลายมือของฮากุจังเขียนไว้ว่า “ฉันหวังว่าเธอจะพบสิ่งที่ชอบทำนะ ทาเคโมโตะคุง” และรูปวาดใบโคลเวอร์สี่แฉก 

ใบโคลเวอร์ปกติมีสามไบ แต่บางครั้งก็มีใบโคลเวอร์ที่มีสี่ใบ ถือว่าเป็นเครื่องหมายของโชคดี เนื่องจากหาได้ยาก  
ที่มา: Wikipedia

ทาเคโมโตะเดินทางไปจนถึงทางเหนือของญี่ปุ่น ระหว่างนั้นเขาได้พบกับมิตรภาพ ความหิวโหย ความหนาวเหน็บ ความเหงา ฯลฯ ไปเจอกับกลุ่มช่างบูรณะปฏิสังขรณ์วัด ที่ซึ่งเขาได้พบว่าเป็นสิ่งที่เขาชอบ แต่เขาก็ไม่สามารถอยู่ที่นั่นตลอดไปได้ เพราะเป้าหมายของเขาคือการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองต่อไป เขาจึงปั่นจักรยานออกไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่งที่เขารู้สึกว่าพอ เขาหันจักรยานกลับ และปั่นมันไปบนเส้นทางเดิมเพื่อกลับบ้าน

เมื่อทาเคโมโตะเดินทางกลับมาถึง สิ่งแรกที่เขาทำคือไปที่มหาลัยเพื่อบอกฮากุจังถึงความรู้สึกของเขา การเดินทางจบลงแล้ว และทาเคโมโตะก็ยังไม่รู้อย่างแน่นอนว่าเขาต้องการใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป แต่มันไม่ได้สูญเปล่าแน่นอน เพราะเขาได้ค้นพบตัวเอง เจอกับมิตรภาพ พบสิ่งที่เขาชอบ (การบูรณะวัด) และมีความกล้าหาญที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไม่ลังเลดังเช่นแต่ก่อน และด้วยการสารภาพรักของทาเคโมโตะ (ในที่สุด) ฉันคิดว่าอาร์คนี้น่าจะจบลงตรงนี้

เนื้อเรื่องยังดำเนินต่อไปอีก 2 ตอน ทาเคโมโตะยังต้องเลือก และเนื้อเรื่องในส่วนของตัวละครหลักอื่น ๆ ก็ยังดำเนินไปจนถึงตอนจบ ซึ่งก็จบลงอย่างน่าประทับใจนะ ใครต่อมน้ำตาตื้นอาจจะได้ร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ (ตรงนี้ก็มีคนนึง ฮ่าฮ่า) แต่ฉันคิดว่าไม่มีอะไรพิเศษเท่าไร (ในความคิดของตัวเอง) และไม่ชอบเท่าส่วนของการเดินทางของทาเคโมโตะ จึงขอไม่เขียนถึง

 

เงาสะท้อน

ละครก็คือเงาสะท้อนของชีวิตจริงนะ ฉันเองเคยฝันมาตลอดว่าสักวันจะเดินทางไปที่ที่ไม่เคยไปเพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง เคยอยากนั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย พอโตขึ้นก็เคยมีโอกาสที่จะทำตามที่ฝัน แต่ก็ไม่เคยได้ทำ ฉันคงจะขี้ขลาดเกินไป และหาข้ออ้างให้กับความขี้ขลาดนั้น “ไม่มีเวลา”  “เป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียวอันตราย”  “คนอื่นบอกว่าไปแล้วลำบากมาก”  นั่นสิ ความฝันของฉันคืออะไร? ก็พอจะมองเห็นอยู่ราง ๆ อ่ะนะ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ฉันได้ทำอะไรเพื่อให้ความฝันนั้นเป็นจริงบ้างหรือยัง? กับงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ จะว่าไปก็เคยเป็นความฝันของฉันเหมือนกัน แต่ก็แค่เคย ฉันก็เลยทำมันไปเพียงเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ได้สุขสมไปกับมันเท่าไร คิดอย่างนี้ถูกไหม ฉันเองก็ไม่รู้ ฉันเรื่องมากไปหรือเปล่า ฉันเองก็ไม่รู้

ที่ฉันดู Honey and Clover แล้วประทับใจมาก คงเพราะมันทำให้ฉันนึกถึงสิ่งนี้ ความฝันและการเดินทาง นั่นสิ การขี่จักรยานไปรอบโลกคงต้องรอก่อน แต่ว่าวันนี้ฉันก็ยังทำอะไรได้ ไปที่ไกล ๆ ไม่ได้ หาที่ใกล้ ๆ ไปก็ได้ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การฝันแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องแน่ใจว่าสิ่งที่ฝันไว้เป็นสิ่งที่อยากทำจริง ๆ และทำอะไรเพื่อให้มันเป็นจริงให้ได้

หนัง/ละคร/หนังสือ/ฯลฯ ออกมาตามความนึกคิดของผู้สร้างสรรค์มันขึ้นมา แต่ผลกระทบต่อผู้รับสารนั้นแตกต่างกัน แต่ละคนก็ตีความไปในทางที่ตัวเองคิด ต่างกันไปตามประสบการณ์และความเชื่อ สำหรับฉัน ได้บทสรุปเช่นนี้จาก Honey and Clover แหละ

 

Credit to Love Song & SARS Fansubs

Honey and Clover ep.1-5

ハチミツとクローバー  | Honey and Clover
ออกอากาศ: 8 ม.ค. 2008 – 18 มี.ค. 2008 ทาง Fuji TV

*หมายเหตุ – บล็อคนี้เขียนขึ้นจากการดูโดรามาล้วน ๆ ผู้เขียนไม่เคยอ่าน/ดูเวอร์ชั่นอื่น หากข้อมูลขาดหรือไม่ตรงกับเวอร์ชั่นอื่นก็คงช่วยไม่ได้

Honey and Clover หรือ Hachimitsu to Clover เป็นการ์ตูนที่ดังมาก่อนจะถูกทำเป็นอานิเมะและโดรามาตามลำดับ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับความรักและมิตรภาพของนักศึกษามหา’ลัยศิลปะ โดยเฉพาะรักสามเส้าที่ไม่สมหวังของตัวละครหลัก

พระเอกเป็นคนธรรมด๊า ธรรมดาคนหนึ่ง มองเผิน ๆ อาจจะเหมือนเป็นคนง่าย ๆ ใจดี อะไรก็ได้ แต่ลึก ๆ แล้วมีความกลัวแฝงอยู่ ซึ่งหากดูตอนแรกๆ ก็ดูเฉยๆ ไม่รู้สึกอะไรเท่าไร แต่ยิ่งดูไปตัวตนของทาเคโมโตะก็จะเผยออกมา ตัวตนที่เป็นมนุษย์ปุถุชน มีรักมีผิดหวังมีเสียใจ ทำให้ทาเคโมโตะเป็นตัวละครที่ดูเหมือน “ไม่มีอะไร” แต่ถ้าดูลึก ๆ กลับเป็นคนที่น่าสนใจและมีความใกล้เคียงกับเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เอง

อิคุตะ โทมะ รับบททาเคโมโตะ ตอนแรกฉันไปติดกับภาพของโทมะตอนที่เล่น Hanazakari no Kimitachi e เลยรู้สึกว่าตัวละครตัวนี้ดูจืดไปหน่อย อาจเพราะทาเคโมโตะใน Hachimitsu กับนากาทสึใน Hanazakari เหมือนกันอยู่บางจุด เช่น เป็นคนดี ขำ ๆ สบาย ๆ เพื่อนๆ รักและเอ็นดู แต่สุดท้ายก็รักเขาข้างเดียว น่าสงสารซะไม่มี อย่างไรก็ดี พอผ่านไป 1-2 ตอนคนดูจะเริ่มเห็นถึงตัวตนด้านลึกของทาเคโมโตะมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ไม่เหมือนกับใน Hanazakari ที่เน้นมุกตลกโปกฮามากกว่าการวางแคแรคเตอร์ของตัวละคร (อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ฉันยังชอบ Hanazakari อยู่ เป็นเรื่องที่ดูกี่รอบก็ยังขำกลิ้ง แต่ตัวละครมันตื้นจริง ๆ)

ตัวละครอีกตัวที่ฉันชอบก็คือฮากุจัง ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างส่วนตัว คือฉันชอบนารูมิ ริโกะที่รับบทนี้ ถ้าเป็นนักแสดงคนอื่นเล่นอาจจะไม่ชอบเท่านี้ ริโกะหน้าตาน่ารักและไร้เดียงสาเหมาะกับบทฮากุจัง แถมมีรอยยิ้มอินโนเซนส์สุด ๆ ชอบดูเวลาเธอออกมาจนไม่รู้ว่าแอบอคติคิดว่าริโกะเล่นได้ดี๊ ดี หรือเปล่า บทฮากุจังเป็นบทที่พูดค่อนข้างน้อยและใช้การแสดงอารมณ์ทางสีหน้ามากกว่า แต่ริโกะก็ถ่ายทอดความรู้สึกของฮากุจังออกมาได้ไม่เลว โดยเฉพาะในตอนที่ 4 ที่ฮากุจังต้องใช้เพียงแค่ตาสื่อสิ่งที่คิดออกมา ดูแล้วใจละลาย ละลายละลายละลายละลาย

 

ตุ๊กตาดะรุมะ ความฝันและคนขี้ขลาด

ช็อตที่ฉันชอบที่สุดอยู่ในตอนที่ 5 ที่ไปเกี่ยวข้องกับพ่อของทาเคโมโตะและตุ๊กตาดะรุมะ เรื่องเปิดขึ้นมาโดยทำให้ฉันคิดว่าตุ๊กตาดะรุมะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของมุขตลก แต่ก่อนที่เราจะเข้าเรื่อง ขอให้ทำความรู้จักกับตุ๊กตาดารุมะก่อนสักครู่

 

  ดะรุมะ (「だるま」 daruma?) เป็นตุ๊กตาไม้ของญี่ปุ่น มีลักษณะกลม ไม่มีแขนและขา หน้าตาคล้ายคลึงกับพระโพธิธรรม (ซึ่งเรียกว่า ดะรุมะ ในภาษาญี่ปุ่น) มีหนวดและเครา ตุ๊กตาดะรุมะส่วนมากจะมีสีแดง ตรงบริเวณคางจะมีการเขียนคำขอพรไว้ การขอพรกับตุ๊กตาดะรุมะ ทำได้โดยใช้หมึกสีเขียนตาดำข้างหนึ่งของตุ๊กตาและทำการขอพร หลังจากนั้นจะเก็บตุ๊กตาไว้บนหิ้ง เมื่อพรสมหวังจะเติมตาอีกข้างให้สมบูรณ์

 

ที่มา: Wikipedia, the free encyclopedia (แอบแปลกใจเหมือนกัน นาน ๆ ทีจะเจอบทความภาษาไทยในวิกิพีเดีย)

ความหมายที่ซ่อนอยู่ในตุ๊กตาดะรุมะสมัยเด็กของทาเคโมโตะ เป็นความฝันที่เขาทำให้สำเร็จไม่ได้ อาจจะเพราะเหตุนี้เขาจึงกลายเป็นคนขี้กลัวต่อความผิดหวังและไม่กล้าฝัน (เป็นเด็กมีปัญหานั่นเอง…ล้อเล่น) อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เช่นกันที่เราจะได้เห็นทาเคโมโตะเริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นไปและเติบโตขึ้นในที่สุด

ตรงนี้เองที่ฉันคิดว่าหนังทำออกมาได้ดี เพราะอย่างที่ได้บอกไปว่า ทาเคโมโตะเป็นเสมือนตัวแทนของคนธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่ได้เลิศเลอ ไม่ได้เต็มไปด้วยพรสวรรค์ ไม่ได้เก่ง เท่ เก๋ระเบิดตลอดเวลา ปัญหาที่เขาพบก็เป็นปัญหาที่เรา ๆ ท่าน ๆ คงได้ประสบมาบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ใช่การขาดแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเช่นฮากุจังหรือโมริตะ ไม่ใช่การไปหลงรักสาวม่ายวัยกลางคนอย่างมายามะ ฯลฯ ปัญหาของทาเคโมโตะคือความขลาดที่จะเผชิญหน้ากับชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ซึ่งทำให้เขาไม่กล้าฝัน ไม่กล้าทุ่มเทให้กับความรัก มองแว่บแรกอาจจะดูน่าสมเพช แต่คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่านี่ก็คือสิ่งที่เราเคยเป็น (และอาจจะยังเป็นอยู่) เพราะเราก็เป็นแค่มนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่ไม่รู้ชะตาข้างหน้าของตัวเอง บางครั้งสับสน บางครั้งหวาดกลัว บางครั้งผิดหวัง การได้เห็นทาเคโมโตะหรือภาพจำลองของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่สามารถเอาชนะตัวเองได้ ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ใช่คนเดียวบนโลกนี้ที่ยังขี้ขลาดและตามหาความฝันไม่เจออยู่ ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะไล่ล่าหาสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริงอีกครั้ง

 

Ending Theme: ‘Canvas’ by Ken Hirai

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำไตเติ้ลตอนจบได้ดีมากเรื่องหนึ่งทีเดียว ทุกตอนไม่มีซ้ำกันเลย เป็นการถ่ายนอกช็อตโดยมีตัวละครหลักทั้ง 5 ตัวทำกิจกรรมอะไรสักอย่างร่วมกัน เช่น ไปกินเนื้อปิ้งบาร์บีคิว วาดรูปเหมือน ฯลฯ ผสมไปกับเพลง ‘Canvas’ ของพี่เคน ฮิราอิ ที่มีเสียงหวานสูงโหยหวน กับทำนองแบบ nostalgic ฟังแล้วนึกถึงอดีตแบบเศร้า ๆ ใครอินจัดอาจจะน้ำตาไหลได้ (ถ้าคิดถึงอดีตของตัวเองไปพร้อม ๆ กัน)

 

 

ฉันเองก็อินกะหนังเรื่องนี้มากพอสมควร ไม่รู้ว่าใครจะเป็นเหมือนกันหรือเปล่า แต่สำหรับฉันจนถึงตอนนี้ก็พูดได้เต็มปากว่า ช่วงเวลาสมัยเรียน ม.ปลาย 3 ปีคือช่วงเวลาที่สนุกที่สุดในชีวิต ไม่ใช่ว่าช่วงอื่นมันเศร้าโศกระทมอะไร เพียงแต่มันยังไม่สนุกเท่า ไม่มันส์เท่า ฯลฯ ไม่ได้ต้องการเปรียบเทียบ ไม่ได้โหยหาอาลัย ไม่ได้คิดอยากเอามันกลับคืนมา เป็นแค่ข้อเท็จจริงเท่านั้นเอง ที่ฉันยังไม่สามารถสนุกกับชีวิตหลังจากนั้นได้เต็มที่เท่ากับสมัยเรียน แต่ฉันก็ยังเชื่อนะว่ามีช่วงเวลาดี ๆ อยู่ และจะมีต่อไปในอนาคต อาจจะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง แล้วก็จะต้องมีสักวันที่ฉันจะค้นพบสิ่งที่ทำให้รู้สึกเติมเต็ม (หรือบางที ฉันอาจจะพบมันแล้วก็ได้….)

วันนี้พล่ามซะยาวจนไม่ได้ดู Hachimitsu ต่อเลย จบเท่านี้ละกัน ว่าง ๆ มาสาธยายต่อ

 

Credit to Love Song & SARS Fansubs

Advertisements